ไปดูป่าสักทองที่สวนป่าเกริงกระเวีย กาญจนบุรี

article562551110344

          กาญจนบุรีเป็นจังหวัดทางตะวันตกของประเทศ เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจมาก อยู่ติดกับชายแดนพม่าที่ภูมิประเทศยังเป็นป่าดงดิบมาก เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ ป่าเขาลำเนาไพรมีพร้อม

ผมไปกาญจนบุรีบ่อย ดูธรรมชาติไปเรื่อย ๆ ชอบอากาศที่ตอนกลางคืนอากาศหนาวเย็นดี ตอนเช้าถ้าฝนตกมาก่อนสักหน่อย จะมีหมอกหนาทึบทีเดียว มองเห็นกันไม่ไกล ออกเดินเล่นดูสนุกและแปลกดี แต่มาเที่ยวนี้ คุณธงชัย เปาอินทร์ ปชส. ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง มาชวนให้ไปดูป่าสักทองขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ที่เกริงกระเวีย อ.ทองผาภูมิ

คณะสื่อราว 10 คน ออกเดินทางกันราวบ่าย 2 โมงของเย็นวันศุกร์ที่แล้ว รถติดมากกว่าจะหลุดจากตัวเมืองร่วมชั่วโมง กาญจนบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 130 กม. เราอ้อมตัวเมืองตรงไปยัง อ.ทองผาภูมิ เมืองนี้มีแม่น้ำ 2 สายคือ แควน้อยและแควใหญ่ ไหลมาบรรจบกันที่ตัวเมืองกลายเป็นลำน้ำแม่กลองออกปากอ่าวไทย เส้นทางรถวิ่งดีตลอด ไม่ค่อยมีรถสวน ระยะทางยาวร่วม 200 กม.ก่อนถึงตัวอำเภอ เลี้ยวขวาทางไปสังขละบุรีราว 14 กม.ก็ถึงสวนป่าเกริงกระเวีย พักค้างคืนกันที่นี่

สวนป่าเกริงกระเวีย เป็นทั้งที่พักและสำนักงานอนุรักษ์และพัฒนาส่วนป่าบ้านโป่ง สำนักส่งเสริมและพัฒนาไม้เศรษฐกิจภาคกลาง องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ คุณธนัท แอ๊วสกุลทอง ผู้บริหาร ออป.ภาคกลาง-ตะวันตก และ คุณประเสริฐ จารุกำเนิดกุล หัวหน้าสวนป่าเกริงกระเวีย และทีมงานมาต้อนรับ ที่พักเป็นบ้านอยู่ตามไหล่เขาไปจนถึงยอด สูงราว 200 เมตร อยู่ท่ามกลางแมกไม้ป่าใหญ่ เห็นว่าที่นี่มี จงโคร่ง คล้ายคางคก เป็นตัวชี้วัดว่าแถบนี้ปราศจากภาวะมลพิษ

ตอนกลางคืนอากาศราว 20 องศา เงียบสงบดี เหมาะสำหรับผู้ต้องการมาพักผ่อนเป็นส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติป่าไม้ใหญ่ โดยเฉพาะ งานหลักของที่นี่คือการปลูก อนุรักษ์และตัดจำหน่ายต้นสัก ภาคนี้ดูแลพื้นที่ 6 จังหวัดคือ ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร พื้นที่ทางอีสานจะเป็นยูคาลิปตัส และทางใต้จะเป็นยางพาราเป็นส่วนมาก

รุ่งขึ้นเราได้ไปดูแปลงต้นสัก ระยะเวลาต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ กล้าสัก ต้นเล็ก ๆ จะเลี้ยงจนเหง้าโตสมบูรณ์จึงค่อยลงปลูก ถ้าโตเป็นสักคุณภาพดีเรียก สักทอง ด้อยลงมาเรียก สักหยวก และ สักขี้ควาย ปลูกแล้วอนุรักษ์ต่อจนอายุ 30 ปีจึงค่อยตัด ออป.ทำหน้าที่ปลูกเองและส่งเสริมให้เอกชนปลูก พร้อมหาช่องทางจัดจำหน่ายด้วย ออป.ช่วยชี้แนะทางด้านวิชาการ ปี 2550 มีผลผลิตราว 2,000 ลบ.ม. มูลค่า 15 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะได้ราว 3,000 ลบ.ม. ราว 20 ล้านบาท รวมทั้งประเทศคงจะร่วม 100 ล้านบาท ผู้ปลูกมักว่าระยะยาวนานถึง 30 ปี ปลูกยูคาลิปตัสผลได้เร็วกว่า บ้านเราภาครัฐปลูกมากกว่าภาคเอกชน ประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นญี่ปุ่นเอกชนปลูกมาก

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม คณะได้เดินทางมาที่นี่ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 5 ธ.ค. 2530 กว้างใหญ่ครอบคลุม อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี คุณเอิบ เชิงสะอาด ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง และ คุณสุเทพ เกตุเวชสุริยา หัวหน้าฯ ว่าที่นี่มีพรรณไม้หลากหลาย สัตว์ป่ามาก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบทางธรรมชาติและผจญภัย บริเวณรอบ ๆ จะเป็นที่สูงราว 1,450 เมตร เราไปชมบรรยากาศตอนบ่าย พบคนมากางเต็นท์พักแรมกันมาก เพื่อชมทะเลหมอกตอนเช้า

ช่วงบ่ายได้เดินทางต่อไปยังชายแดนไทย-พม่า ที่เรียกคุ้นหูว่าหมู่บ้านอีต่องที่เหมืองปิล๊อก ห่างจาก อ.ทองผาภูมิ ไปทางตะวันตกราว 70 กม. เส้นทาง 3272 เคยมีการทำแร่ดีบุกวุลแฟรมกันมากบนเทือกเขาตะนาวศรี เส้นทางนี้ทั้งแคบ คดเคี้ยว และชันมาก นับดูหลายร้อย โค้งจนมีคนเวียนหัว หมู่บ้านอีต่อง หลงเหลือวิถีชีวิตและบ้านแบบเก่าให้ดู เป็นของเดิมราว 50 ปีมาแล้ว พัฒนาน้อยมาก มีที่พักแบบนอนเรียงแถวรายละ 300 บาท ต่อคืน นักท่องเที่ยวต่างชาติชอบ เพราะได้เห็นวัฒนธรรมประเพณีเก่า ๆ ของชนพื้นเมือง

คณะได้ไปดูที่เขตแดนไทย-พม่า เห็นท่อแก๊สส่งจากพม่าเข้าไทยที่บริเวณนี้ ต่อจากนั้นจึงได้เดินทางไปพักค้างที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อากาศเย็นสบายดี

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการปลูกไม้เศรษฐกิจได้แก่ ต้นสัก ยูคาลิปตัสและยางพารา ช่วยทางวิชาการและสนับสนุนภาคเอกชน ทั้งปลูก อนุรักษ์ จัดจำหน่ายและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม คุณประเสริฐ จารุกำเนิดกุล 08-1986

ขอบคุณที่มาข้อมูลและรูปภาพ
kanchanaburi.com
muansuen.com

อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์

         ใครที่มีโอกาสได้ ดูหนัง ผีสุดสยองขวัญเรื่อง 5 แพร่ง คงจะแอบหลอน (จริงมั้ย) โดยเฉพาะตอน “หลาวชะโอน” ก็แหม…ทั้งน่ากลัว ทั้งตื่นเต้น แถมบรรยากาศยังเป็นใจอีกต่างหาก อะ ๆ แต่ในความหลอนยังมีความสงสัยตามมาอีกว่า สถานที่ถ่ายทำคือที่ไหน จังหวัดอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเปิดประตูสู่โลกกว้าง ท่องเที่ยว “หลาวชะโอน” กันค่ะ…

         สำหรับสถานที่ถ่ายทำหนัง 5 แพร่ง ตอน “หลาวชะโอน” คือ “อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์” ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่ไม่มาก แต่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 59 ตารางกิโลเมตร หรือ 36,875 ไร่

 

หลาวชะโอน1

          หลาวชะโอน หรือ อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ อยู่ในเขตเทือกเขาภาคตะวันตก ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 240-1,257 เมตร ประกอบด้วย เขากำแพง เขาไม้หอม เขาพุช้างหมอบ เทือกเขาเหล่านี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของห้วยแม่พลู ห้วยตะกวด ห้วยแม่กระพร้อย และห้วยกระพร้อม จุดสูงสุดคือ “ยอดเขากำแพง” มีความสูงประมาณ 1,260 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพภูมิอากาศในพื้นที่แห่งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน มีความชื้นในอากาศสูง มีเมฆมาก ฝนตกหนัก ส่วนสภาพอากาศจะหนาวเย็น ท้องฟ้าโปร่ง มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 16 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม

          มีจุดเด่นและธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตก หน้าผา และถ้ำธารลอด ที่นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดจากการยุบตัวของหินปูน ประกอบกับการกัดเซาะของน้ำทำให้เขาหินปูนกลายเป็นสะพานธรรมชาติขนาดมหึมา และมีหลักฐานแสดงถึงด้านประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า บริเวณนี้อยู่ในเส้นทางที่กองทัพพม่ายกมาตีกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากพบซากอาวุธโบราณ โครงกระดูก เครื่องรางของขลังอยู่กระจายทั่วไป และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นก็ได้เดินทัพผ่านบริเวณนี้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมี้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ ดังนี้…

 

หลาวชะโอน 2

           ถ้ำธารลอดน้อย

          อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 100 เมตร ตัวถ้ำจะมีความยาวประมาณ 300 เมตร ปากถ้ำกว้างประมาณ 25 เมตร สูงประมาณ 10 เมตร มีธารน้ำไหลลอดใต้ถ้ำ ทำให้บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย อุทยานแห่งชาติได้จัดทำระบบไฟฟ้าสำหรับส่องสว่างและทางเดินลัดเลาะไปตามลำห้วยในถ้ำ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยปรากฏเป็นรูปต่าง ๆ ยามเมื่อกระทบกับแสงไฟจะส่องประกายระยิบระยับงามจับตามาก โดยเฉพาะบริเวณกลางโถงถ้ำ ผนังถ้ำด้านขวามือเป็นหินปูนฉาบลักษณะคล้ายน้ำตก สวยงามมาก ภายในถ้ำยังมี “หมาน้ำ” หรือ “เขียดว้าก” ซึ่งส่งเสียงร้องคล้ายสุนัข เมื่อเดินทะลุถ้ำธารลอดน้อยแล้ว จะพบกับสภาพป่าที่ร่มรื่น และมีทางเดินต่อไปถ้ำธารลอดใหญ่ ซึ่งมีระยะทางอีกประมาณ 2,200 เมตร

 

หลาวชะโอน3

           ถ้ำธารลอดใหญ่

          ถ้ำธารลอดใหญ่ มีลักษณะคล้ายสะพานหินธรรมชาติ มีความกว้าง 60 เมตร ตัวถ้ำด้านล่างยาว 60 เมตร กว้าง 40 เมตร และสูง 40 เมตร บนเพดานถ้ำมีโพรงขนาดใหญ่ที่แสงแดดส่องลอดเข้ามาในถ้ำได้ ทำให้ภายในถ้ำสว่างและมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ตามพื้นถ้ำ ที่ฟากหนึ่งของผนังถ้ำมีภาพเขียนสีรูปพญานาค ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของ “พญานาค” นอกจากนี้ แล้วยังมีหลักฐานปรากฏว่าบริเวณนี้เป็นที่ฝังศพของมนุษย์โบราณ จากการค้นพบโครงกระดูกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันนำไปจัดไว้ให้ชมที่พิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณ โครงการพระราชดำริห้วยองคต อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี

          การเดินทางไปถ้ำธารลอดใหญ่ สามารถเดินเท้าจากถ้ำธารลอดน้อย ซึ่งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปตามทางเดินก็จะถึงถ้ำธารลอดใหญ่ ระยะทางประมาณ 2,200 เมตร เส้นทางบางช่วงต้องไต่เขาสูงชัน โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านน้ำตกไตรตรึงษ์ นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางไปถ้ำธารลอดใหญ่โดยทางรถยนต์ จากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางบ้านท่าลำไย ประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวไปวัดถ้ำธารลอดใหญ่อีก 18 กิโลเมตร เป็นเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยเส้นทางควรขับรถด้วยความระมัดระวัง

หลาวชะโอน4

           น้ำตกไตรตรึงษ์

          อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.5 กิโลเมตร ตามเส้นทางเดินสู่ถ้ำธารลอดใหญ่ซึ่งจะผ่านป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าไผ่ ไปจนถึงน้ำตกไตรตรึงษ์ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ชั้น จากน้ำตกชั้นล่างต้องเดินไต่ลัดเลาะไปตามหน้าผาริมน้ำตกจนถึงชั้นบนสุด

หลาวชะโอน5

           น้ำตกธารเงิน-ธารทอง

          เป็นสองน้ำตกที่อยู่ใกล้กัน มีน้ำมากเฉพาะในช่วงหน้าฝน ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร น้ำตกธารเงินเป็นน้ำตกสูงถึง 7 ชั้น ที่สวยงามมาก แต่ละชั้นจะมีชื่อต่างกัน เช่น เกล็ดเงิน ประกายเงิน อ่างเงิน เป็นต้น

สิ่งอำนวยความสะดวก

          – มีลานจอดรถให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

          – มีร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยว

          – มีบ้านพักให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

          – มีเต็นท์และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้ กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง

          – มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00 – 16.30 น.

สถานที่ติดต่อ

          อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ปท.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี  71220 โทรศัพท์ 0 3454 7020 (VoIP), 0 3451 9606 อีเมล reserve@dnp.go.th

หลาวชะโอน6

การเดินทาง

          รถยนต์
    
          จากตัวเมืองออกไปทางถนนสายกาญจนบุรี-เขื่อนศรีนครินทร์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3199) เป็นระยะทาง 16 กิโลเมตร เลี้ยวขวาที่ตลาดอำเภอลาดหญ้าไปทางอำเภอบ่อพลอย ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3086 (ถนนสายกาญจนบุรี-บ่อพลอย-ด่านช้าง) อีกประมาณ 68 กิโลเมตร ถึงหนองปรือ แล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่ถ้ำธารลอดอีก 22 กิโลเมตร รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 234 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

          ใครที่กำลังอินกับ 5 แพร่ง ก็อย่าลืมแวะไปสัมผัส “อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์” สถานที่ตอน “หลาวชะโอน” นะจ๊ะ…

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kapook.com

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1778, 0 3151 2399
ประชาสัมพันธ์จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 2410, 0 3451 4756
สำนักงานเทศบาลเมืองกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1502-2
ที่ว่าการอำเภอเมืองกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1040, 0 3462 2952
สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรี โทร. 0 3462 1040-2
โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา โทร. 0 3462 2999, 0 3451 1233
บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 0 3451 1387
สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1182
สถานีรถไฟกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1285
ตำรวจทางหลวง โทร. 1193
ตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155

Link ที่น่าสนใจ
ททท. สำนักงานกาญจนบุรี
http://www.tourismthailand.org/kanchanaburi
ข้อมูลตำบลและสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
http://www.thaitambon.com
สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี
http://www.kanchanaburi.go.th

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thai.tourismthailand.org
ขอขอบคุณรูปภาพจาก
udon-city.com

 

 

ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่เลี้ยงดูช้างชรา เป็นที่พักของช้างเร่ร่อน ซึ่งให้คนกับช้างได้ใกล้ชิดและเรียนรู้การใช้ชีวิตซึ่งกันและกัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวและอาสาสมัครผู้รักช้าง และต้องการให้ช้างไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นสุข ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามของจังหวัดกาญจนบุรี

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความผูกพันต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยมาเป็นเวลานาน ถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของคนไทย… วันนี้ยังมีช้างไทยอีกมากที่ประสบปัญหา เช่นบาดเจ็บจากการถูกใช้งานหนัก, สภาพทรุดโทรมเนื่องจากได้รับอาหารไม่เพียงพอ ตลอดจนช้างป่าที่อยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เป็นต้น …

สำหรับผู้มีหัวใจอนุรักษ์ช้าง … ขอเชิญร่วมเป็นอาสาสมัครปลูกพืชอาหารให้แก่ช้าง เช่น กล้วย อ้อย ศึกษาการเลี้ยงช้าง อาบน้ำร่วมกับช้าง ดูแลสุขภาพช้างด้วยตัวคุณเอง

แผนที่การเดินทาง


Contact Us

ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี บ้านหนองหอย

หมู่ 4  ต.วังด้ง อ.เมือง  จ.กาญจนบุรี  71000

Tel :  0816322258 , 0812856439
E-mail : martpsp@yohoo.com , elephantwrorld@hotmail.com

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kapook.com
elephantsworld.org

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

         เมืองสิงห์เป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมขอม อยู่สุดชายแดนทางด้านตะวันตกของไทย มีกำแพงเมืองขนาด 800×900ม. เนื้อที่ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ในเมืองมีสระน้ำหกสระและโบราณสถานสำคัญสี่แหง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตกของเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำ คันดินเจ็ดชั้น แต่ละชั้น*งกันไม่มากนัก บางส่วนยังมีร่องรอยเหลือให้เห็นได้ชัดเจน

  

 

         ประวัติ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมืองสิงห์และโบราณสถานภายในเมืองสร้างขึ้นเมื่อใด จากโบราณสถานที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบขอมสมัยบายน (มีอายุในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ผสมผสานกับศิลปะทวารวดีโดยฝีมือช่างพื้นเมืองซึ่งหยาบกว่าฝีมือช่างขอมที่ปราสาทบายน นครธม มาก ทำให้สันนิษฐานว่า เมืองสิงห์มีอายุ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งพุทธศาสนานิกายมหายานจากกัมพูชา แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนหน้าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์

  

 

         ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขุดแต่งบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2529 และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี

สิ่งที่น่าสนใจ

         ปราสาทเมืองสิงห์(โบราณสถานหมายเลข 1)สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นิกายมหายาน ปราสาทตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง มีทางเดินรูปกากบาทเชื่อมระหว่างประตูเมืองด้านทิศตะวันออกกับซุ้มประ*้านหน้า แต่ก่อสร้างเยื้องกันเล็กน้อย ไม่ตรงพอดีเหมือนที่อื่น ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ฉาบปูน ประดับลวดลายปูนปั้น มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ศิลาแลงที่ใช้ก่อสร้างได้มาจากเมืองครุฑ ซึ่งเป็นแหล่งตัดหินริมแม่น้ำแควน้อย *งจากเมืองสิงห์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กม.

  

 

         ด้านหน้าปราสาทมีลานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่มุมทั้งสี่ของลานแอ่งตื้นๆ ขนาดเล็ก รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบแอ่งเป็นหลุมสี่เหลี่ยมตื้นๆ ขนาดเท่าก้อนศิลาแลงเรียงกันอยู่เป็นคู่ สันนิษฐานว่า ใช้สำหรับวัดระยะในการสร้างโบราณสถานแห่งนี้

ปราสาทเมืองสิงห์มีส่วนประกอบดังนี้

         ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขยื่นออกไปรับกับมุขของโคปุระ(ซุ้มประตู) ทั้งสี่ทิศ หน้าปรางค์ด้านตะวันออก สันนิษฐานว่าทำเป็นระเบียงเครื่องไม้รูปกากบาท มุงหลังคาด้วยกระเบื้องกาบกล้วย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงฐานอาคาร เนื่องจากปรางค์ส่วนยอดพังทลายลงมาหมดแล้ว พบเพียงกลีบบัวส่วนยอดสลักด้วยหินทราย ตกอยู่ใกล้โคปุระทางทิศตะวันตก

 

 

ภายในปรางค์ ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปางเปล่งรัศมี พระนางปรัชญาปารมิตา พระพุทธรูปนาคปรกหินทราย ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้นำรูปจำลองของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาประดิษฐานไว้ ส่วนองค์จริงนำไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

         โคปุระ (ซุ้มประตู) และระเบียงคด อยู่ล้อมรอบปรางค์ประธานทั้งสี่ทิศ ด้านทิศเหนือและทิศใต้พังทลาย เหลือเพียงเรือนธาตุ ด้านทิศตะวันตกที่สมบูรณ์ มากที่สุด ปัจจุบันดิษฐานรูปจำลองของพระนางปรัชญาปารมิตา โคปุระทุกด้านมีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกัน มีผนังสองด้าน หลังคาเป็นศิลาแลงเรียงซ้อนเหลี่ยมเป็นเส้นโค้ง มีบราลีดินเผาประดับอยู่บนสันหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้นกมาเกาะสันหลังคา ระเบียบด้านที่สมบูรณ์ที่สุดคือด้านที่เชื่อมระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

        

         บรรณาลัย สร้างขึ้นเพื่อเก็บคัมภีร์ทางศาสนา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ประตูทางเข้าอยู่ด้านตะวันตก ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้มีช่องหน้าต่างเล็กๆ ตำแหน่งการสร้างเช่นนี้พบในศาสนสถานอีกหลายแห่งที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมนที่

 

 

         กำแพงแก้ว เป็นกำแพงล้อมรอบตัวปราสาท ส่วนใหญ่พังทลายเกือบหมด มีลักษณะเป็นกำแพงศิลาแลงสูง มีศิลาแลงคล้ายใบเสมาวางเรียงกันอยู่บนสันแนวกำแพง

         โบราณสถานหมายเลข 2 อยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทเมืองสิงห์ สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น ลักษณะพื้นเมืองคล้ายศิลปะทวารวดี ประกอบด้วยปรางค์ประธานตั้งอยู่ตรงกลาง มีโคปุระสี่ด้านเชื่อมกันด้วยระเบียงคด โคปุระตะวันออกอยู่*งจากปรางค์ประธานมากกว่าด้านอื่นๆ แต่ระเบียงคดด้านตะวันออกมีเพียงฐาน ไม่มีผนังและหลังคาคลุมตามแบบแผนที่ควรเป็น เมื่อทำระเบียงคดระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือกับทิศใต้แล้ว ทำให้ดูเหมือนเป็นปรางค์สามองค์เรียงกัน

 

         โบราณสถานหมายเลข 3 ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วด้านตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทเมืองสิงห์ มีสภาพชำรุดมาก ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทใด ร่องรอยเหลือเฉพาะแนวฐานของโบราณขนาดเล็ก ภายในกลวง ฐานชั้นล่างเป็นฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลง ถัดขึ้นมาเป็นฐานปัทม์ ก่อด้วยอิฐ ชั้นบนสุดก่อนด้วยศิลาแลง

 

 

         โบราณสถานหมายเลข 4 อยู่ใกล้กับโบราณสถานหมายเลข 3 มีสภาพชำรุดมากเช่นกัน ตัวอาคารก่อศิลาแลงเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นระยะสี่ห้อง พื้นบางส่วนปูศิลาแลง มีกรวดแม่น้ำและทรายอัดแน่น

 

          อาคารจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ จัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวในการบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ รวมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุหลายชื้นที่หักพังและค้นพบในช่วงบูรณะ เช่นลวดลาย ปูนปั้น เศษกระเบื้อง บราลี กลีบขนุน ภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนพระพักตร์ของพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ รูปจำลองพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา และพระพุทธรูปนาคปรกหินทรายอีกหลายองค์(องค์จริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) เทวรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นำมาจากกัมพูชา ส่วนพระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะลพบุรีฝีมือช่างพื้นเมือง

 

          หลุมขุดค้นทางโบราณคดี อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ ในหลุมขุดค้นพบโครงกระดูกสี่โครง และเครื่องมือเครื่องใช้ ทั้งภาชนะสำริด ดินเผา เครื่องมือเหล็ก สร้อยคอทำด้วยลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว รวมทั้งพบแกลบข้าวติดอยู่ที่ขวานสำริดข้างศพด้วย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ฝังศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในราว 2,000 ปีก่อน ซึ่งแสดงว่ามีการตั้งชุมชนกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยนานมาแล้ว และมีพิธิกรรมการฝังศพที่แยกตามฐานะอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการจัดแสดงโครงกระดูกที่สภาพสมบูรณ์เอาไว้ในหลุมขุดค้นสองโครง ส่วนที่เหลือนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ที่ตั้งและการเดินทาง

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ที่บ้านปากกิเลน หมู่1 ต.วังสิงห์ อ.ไทรโยค อยู่*งจาก อ.เมืองกาญจนบุรีประมาณ 43 กม.

 

 

รถยนต์ส่วนตัว

มาตามทางหลวงหมายเลข 323(กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ) ประมาณ 17 กม จะมีทางแยกซ้ายมือ มีป้ายบอกทางชัดเจน จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข 3455 อีกประมาณ 9 กม เมื่อถึงสามแยก ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 200ม. จะถึงปากทางเข้า

 

 

รถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถกาญจนบุรี-สังขละบุรี หรือกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ มาลงที่แยกปากกิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าไป ส่วนขากลับต้องนัดหมายให้รถมารับ

 

 

รถไฟ ขึ้นรถไฟสายธนบุรี-น้ำตก มาลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

 

อัตราค่าเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

          อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท นักท่องเที่ยวที่ต้องการขอวิทยากรนำชม หรือสอบถามรายละเอียด ติดต่อได้ที่ที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โทร. (034) 591-122

ขอบคุณที่มาข้อมูล
trekkingthai.com

 

 

 

         “หาดทรายท่าล้อ” เป็นหาดทรายที่อยู่ติดกับแม่น้ำแม่กลอง ทางเข้าอยู่ข้างวัดท่าล้อ ก่อนถึงสามแยกท่าล้อ และอยู่เยื้องๆ กับร้านรจนาก่อนถึงตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 9 – 10 กม.  
         
          หาดทรายท่าล้อ เกิดขึ้นและพัฒนาโดย โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์องค์การบริหารส่วนตำบลท่าล้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ลักษณะ เป็นหาดทรายหยาบที่ลาดลงสู่แม่น้ำแม่กลอง มีความยาวประมาณ 500 เมตร โดยแม่น้ำแม่กลองช่วงนี้จะเป็นคุ้งน้ำ มีความกว้างคล้ายทะเลสาป ทัศนยภาพด้านหน้าเป็นภูเขา มีลมพัดเข้าหาฝั่งตลอดเวลา บรรยากาศไม่แตกต่างกับชายทะเลเท่าใดนัก

         บริเวณหาดทรายนั้น มีบริการเตียงผ้าใบ ร่ม ห่วงยาง เสื้อชูชีพ เรือถีบ เรือพาย เจ็ตสกี ไว้คอยให้บริการ และสำหรับเด็กๆ ที่ชอบการเล่นน้ำ บริเวณหาดทรายก็มีสวนสนุกลอยน้ำ (เครื่องเล่นเป่าลม) เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาเด็กๆ ที่มาเล่นน้ำ อัตราค่าบริการ คนละ 20 บาทหรือหนุ่มสาวคู่ไหน จะมาแสวงหาความโรแมนติก ถีบเรือ ล่องแม่น้ำแม่กลอง ก็มีไว้คอยให้บริการ ในอัตรา ครึ่งชั่วโมง 40 บาท 

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
weekendhobby.com
oknation.net

ถนนคนเดิน เมืองกาญจนบุรี 

          ณ จุดที่แม่น้ำแควน้อยไหลมาบรรจบกับแม่น้ำแควใหญ่ เป็นชัยภูมิซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงใช้สร้างเมืองใหม่ในปีพ.ศ. 2374 และได้ขยับขยายบ้านเมืองสืบทอดวิถีผู้คนผ่านยุคล่าสมัยอาณานิคม สงครามโลก เรื่อยมาจนเป็นเมืองกาญจนบุรีในปัจจุบัน  นับได้เป็นระยะเวลาถึง 177 ปีแล้ว
ถนนปากแพรก

          ย่านชุมชนเก่าแก่ของเมืองกาญจน์ที่ขนานไปกับน้ำแควใหญ่ ใกล้กำแพงเมือง มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์พร้อมกับสร้างเมืองในยุคแรกๆ บริเวณนี้เป็นย่านการค้าสำคัญ เนื่องจากใกล้ชุมทางขนส่งทางน้ำของกาญจนบุรี ปัจจุบันเป็นจุดที่เชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในตัวเมืองกาญจน์หลายแห่ง อาทิ กำแพงประตูเมืองเก่า ศาลหลักเมือง พิพิธภัณฑ์สงครามวัดใต้ และยังอยู่ใกล้ท่าน้ำหน้าเมืองที่มีเรือแพท่องเที่ยวมากมาย

สิ่งก่อสร้าง และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

          มีทั้งโบราณสถาน บ้านเรือนร้านค้าแบบไม้และตึก ส่วนใหญ่เป็นรูปทรงแบบจีนและตะวันตก ก่อสร้างอยู่รวมกันตลอดเส้นทางสายนี้ เป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร


ประตูเมืองเก่า

          รัชกาลที่ 3 ได้ทรงย้ายเมืองกาญจนบุรีจากลาดหญ้า มาตั้งยังอยู่ที่ปัจจุบัน ประตูเมืองก่อด้วยอิฐ ด้านบนตัวอักษรระบุปี พ.ศ. 2374 ที่สร้างเมือง ด้านหน้าประตูมีพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 3 ส่วนด้านข้างเป็นแนวกำแพงเมืองเก่า

บ้านแต้มทอง

          บ้านตึกหลังแรกของกาญจนบุรี สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เดิมเป็นร้านค้าขายของหลายอย่าง รวมทั้งเครื่องยาจีน และทอง อยู่บริเวณช่วงกลางถนนปากแพรก ปัจจุบันเป็นบ้านพักอาศัย มีลูกหลานอาศัยอยู่นับเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว บรรพบุรุษคือ นายฮะฮ้อ แต้มทอง (แซ่อื้อ) ชาวจีนซึ่งมาตั้งรกรากที่เมืองกาญจน์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และได้กลับไปเมืองจีนนำช่างจีนกลับมาสร้างบ้านพร้อมเตียงดำ ซึ่งปัจจุบันบ้านนี้มีอายุประมาณ 150 ปี สถาปัตยกรรมแบบจีนยังคงสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิมทุกอย่าง 

บ้านสิทธิสังข์

          ตึกเก่า 2 ชั้นติดกัน 3  คูหา สไตล์โคโลเนียล บานประตูเฟี้ยม ระเบียงชั้นบนทำเป็นช่องโค้ง  ปัจจุบันได้รับการตกแต่งทาสีใหม่ให้เป็นร้านกาแฟร่วมสมัยภายใต้โครงสร้างเดิม   มีบริการเครื่องดื่มและขนมหวานต่างๆ

โรงแรมสุมิตราคาร

          โรงแรมแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว  ลักษณะเป็นตึกแถว 2 ชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ 5 คูหา เป็นที่เช่านอนของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันด้านล่างเปิดเป็นร้านขายของชำทั่วไป

บ้านบุญผ่อง แอนด์ บราเดอร์

          เป็นตึก 3 ชั้น บ้านของนายบุญผ่อง สิริเวชชะพันธุ์ ผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผู้จัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับทหารญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในเสรีไทยที่ได้แอบช่วยฝ่ายพันธมิตรและเชลยศึก

         

         นอกจากนี้ยังมีอาคารที่น่าสนใจอื่น ๆ อาทิ ศาลเจ้าแม่กวนอิม บ้านคชวัตร บ้านเดิมของสมเด็จพระสังฆราช บ้านชวนพานิช ร้านบุญเยี่ยมเจียระไน ฯลฯ

           แม้ถนนสายนี้จะผ่านกาลเวลาเนิ่นนานมาเกือบสองร้อยปี ชาวชุมชนที่อาศัยสืบทอดต่อเนื่องกันมานับแต่อดีตยังคงรักษาร่องรอยทางประวัติศาสตร์ไว้ได้ด้วยความภาคภูมิใจและได้ร่วมใจจัด ถนนคนเดิน โดยฟื้นความคึกคักมีชีวิตชีวาของถนนเก่าสายนี้  ในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่ตอนเย็นแดดล่มลมตกไปจนถึงยามค่ำคืน ด้วยความเข้มขลังของตึกรามบ้านช่องแบบเก่าๆ ดั้งเดิม ผสมผสานกับกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม งานศิลปะต่าง ๆ รวมทั้งสินค้าอาหารแบบโบราณและร่วมสมัยมากมาย  ทำให้ถนนคนเดินแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดบรรจุไว้ในโปรแกรมท่องเที่ยว ในยามที่มาพักผ่อนที่เมืองกาญจนบุรีในวันสุดสัปดาห์

ขอบคุณขอมูลและรูปภาพจาก
isarapost.net
travel.kapook.com

โรงถ่ายภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร

         

          จากพื้นที่ป่ารก ในเขตพื้นที่ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี  บนเนื้อที่เกือบ 2,000 ไร่ ที่นี่ได้ถูกเนรมิตขึ้น ด้วยระยะเวลา กว่า 4 ปี จนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่วิจิตรไปด้วยปราสาท ราชวัง รวมถึงหมู่บ้าน บ้านเรือนต่างๆ มากมาย ใครที่เคยได้มีโอกาสไปชมภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” แล้วได้แวะไปเยือนที่ “พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ” แห่งนี้ คงจะได้จินตนาการถึงฉาก และสถานที่ต่างๆ ที่เคยได้ชมจากภาพยนตร์อย่างเพลิดเพลินกันเลยทีเดียว

          สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวไทยทั้งมวล เป็นภาพยนตร์ไตรภาคอันยิ่งใหญ่ที่ได้ดำเนินการถ่ายทำในบริเวณกองพลทหารราบที่ ๙ ค่ายสุรสีห์ ตำบลลาดหญ้า ชมความสวยงามอลังการของฉากต่าง ๆ จากในภาพยนตร์ที่ท่านจะได้สัมผัสจริง ในพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ อาทิ วัดมหาเถรคันฉ่อง ห้องเก็บพระแสงปืนต้น อาณาจักรหงสาวดี สีหสาสนบัลลังก์ คุกใต้ดิน พระที่นั่งสรรเพชรปราสาท ท้องพระโรงหงสาวดี นิทรรศการภาพถ่ายจากการถ่ายทำภาพยนตร์

          โดยจะมีวิทยากรประจำจุดต่างๆ มีจอพลาสมาบรรยายประวัติศาสตร์ภูมิหลังอธิบายฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถร่วมกิจกรรมสนุกต่างๆ อาทิ การแต่งกายชุดประวัติศาสตร์ ขี่ม้า ขี่ช้าง นั่งเกวียน และมีจุดจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว

          เปิดทุกวัน เวลา 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ชาวไทย 100 บาท เด็ก 50 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท พร้อมมิตร ฟิล์ม สตูดิโอ โทร. 0 3453 2057-8 แฟ็กซ์ 0 3453 2056 สำนักงานกรุงเทพฯ โทร. 0 2736 2300 เว็บไซต์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
prommitrfilmstudio.com
sadoodta.com

วัดถ้ำพุทธวาส (ถ้ำพุพระหรือวัดถ้ำขุนแผน)

         วัดถ้ำขุนแผน แต่เดิมมีชื่อว่า ถ้ำพุพระ เพราะมีการพบพระพิมพ์รุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง ต่อมามีการจัดตั้งวัดขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดถ้ำขุนแผน เป็นถ้ำขนาดใหญ่ อยู่สูงจากพื้นราบประมาณ 100 เมตร มีบันไดคอนกรีตประมาณ 190 ขั้น จากพื้นราบจนถึงปากถ้ำ ภายในถ้ำพบหินงอกหินย้อยสวยงาม  

          ถ้ำพุพระ ตั้งอยู่บนภูเขาสูง อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควใหญ่ ในเขตตำบลหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรี  มีประวัติเล่าว่า ขุนแผน ได้นำเอากุมารทอง มาย่าง ในถ้ำนี้ ถ้ำพุพระ ห่างจากเมืองกาญจนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร โดยอยู่เยื้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีเล็กน้อย  อยู่บนเส้นทางสาย กาญจนบุรี – ไทรโยค – ทองผาภูมิ ตรงกิโลเมตรที่ ๗-๘ แยกซ้ายเข้าไป อีก ๑ กิโลเมตร มีป้ายบอกชัดเจน มีรถประจำทาง สายกาญจนบุรี – ไทรโยค วิ่งผ่านปากทาง ไปสู่ถ้ำนี้ด้วย โดยจะต้องเดิน

ขอบคุณที่มาข้อมล
moohin.com
th.wikipedia.org
tour.co.th

เขื่อนวชิราลงกรณ

เขื่อนวชิราลงกรณเดิมที่ ชื่อว่าเขื่อนเขาแหลม  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานพระนามาภิไธย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  เป็นเขื่อนวชิราลงกรณ  เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ซึ่งเขื่อนวชิราลงกรณเป็นเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทย ที่ดาดผิวหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อย ในท้องที่ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

ทะเลสาบเหนือเขื่อนเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่กลางขุนเขาสลับซับซ้อนแห่งเทือกเขาตะนาวศรี เกิดจากการสร้างเขื่อนแม่น้ำแควน้อยรอบ ๆ เขื่อนวชิราลงกรณ์ มีสภาพเป็นป่าดิบรกทึบอุดมสมบูรณ์ และเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าหลากชนิด ส่วนใต้ผืนน้ำก็เต็มไปด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำอันทรงคุณค่า เช่น ปลากระสูบ ปลาแรด ปลาชะโด และปลายี่สก เป็นต้น นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาสู่ทะเลสาบเพื่อมาชมทัศนียภาพของทะเลสาบอันกว้างใหญ่ รวมทั้งพักค้างแรมในแพพักหรือรีสอร์ท ริมอ่างเก็บน้ำ

ผืนน้ำกว้างไกลมีความหมายแห่งชีวิตและเรื่องราว เล่าขานตำนานเมืองสังขละบุรีที่เลือนหาย อยู่ใต้ผิวน้ำชั่วนิจนิรันดร์ราวเมืองบาดาล ใครจะเชื่อว่า คราใดเมื่อน้ำลดเมืองบาดาลทั้งเมืองก็ปรากฏให้ทุกคนเห็นหรือใครจะดิ่งดำลงไปก็จะเห็นลวดลายแสนวิจิตรของวิหรแห่งเมืองใต้บาดาล เมืองบาดาล เขื่อนเขาแหลม จ. กาญจนบุรี

ลักษณะเขื่อน

เขื่อนวชิราลงกรณเป็นเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทย เททับหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เขื่อนสูงจากฐาน 92 เมตร สันเขื่อนกว้าง 10 เมตร ยาว 1,019 เมตร มีความจุ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเฉลี่ยปีละ 5,369 ล้านลูกบาศก์เมตร บริเวณปล่อยน้ำได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 เครื่อง ขนาดกำลังผลิต 100,000 กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต 300,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 760 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

เขื่อนวชิราลงกรณเป็นเขื่อนเอนกประสงค์โดยมีวัตถุประสงค์ด้านผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก สร้างปิดกั้นแม่น้ำแควน้อยบริเวณตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 6 กิโลเมตร ตัวอ่างเก็บน้ำอยู่ในท้องที่อำเภอท้องผาภูมิ และอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่รับน้ำฝน 3,720 ตารางกิโลเมตร

เริ่มก่อสร้างในเดือนมีนาคม 2522 เสร็จในปี 2527 แต่เดิมมีชื่อว่า เขื่อนเขาแหลม หลังสร้างเสร็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ ทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนวชิราลงกรณ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2529 และพระราชทานชื่อใหม่ว่า เขื่อนวชิราลงกรณ

การเดินทาง

เขื่อนวชิราลงกรณ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 278 กิโลเมตร การเดินทางโดยรถยนต์ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ใช้เส้นทางถนนสายเพชรเกษมหรือสายพุทธมณฑล เข้าสู่จังหวัด กาญจนบุรี แล้วเดินทางต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 323 มุ่งสู่อำเภอทองผาภูมิ เป็นระยะทาง 130 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอทองผาภูมิ จากทองผาภูมิไปยังเขื่อนอีกประมาณ 20 กิโลเมตร มีป้ายบอกชัดเจน
หากเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี หรือโดยรถไฟสายท่องเที่ยวจากสถานี รถไฟบางกอกน้อย ก็สามารถต่อรถโดยสารประจำทางที่ท่ารถในอำเภอเมือง มาลงปลายที่ทองผาภูมิ แล้วจ้างเหมารถยนต์รับจ้างให้พาเที่ยวชมเขื่อนและสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

ติดต่อสอบถาม

ผู้สนใจจะเยี่ยมชมหรือพักแรมที่เขื่อนศรีนครนิทร์ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เจ้าหน้าที่ บ้านพักรับรองเขื่อนศรีนครินทร์ โทร. 034-513001-2 ต่อ 2455
เขื่อนวชิราลงกรณ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ซึ่งทางเขื่อนมี เจ้าหน้าที่บริการ และรักษาความปลอดภัยคอยต้อนรับ และอำนวยความสะดวกแก่ทุกท่าน รวมทั้งมีสิ่ง อำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น บ้านพัก ร้านอาหาร ห้องประชุม และสนามกีฬาต่างๆ ตลอดจนจัดเรือล่องชม อ่างเก็บน้ำไว้บริการด้วย

ขอบคุณที่มาข้อมูล
tourdoi.com
vrk.egat.com
moohin.com

เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค