มหัศจรรย์เขาวงกต
DSCN00031

จังหวัดกาญจนบุรี  ร่วมกับกองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา และอำเภอไทรโยค   แถลงข่าวเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ‘ มหัศจรรย์ เขาวงกต ‘  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างอาชีพ และสร้างรายได้แก่ประชาชน ใน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

นายเชิดวิทย์  ฤทธิประศาสน์  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า  อำเภอไทรโยค มีทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งภูมิทัศน์ที่สวยงามและ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ซึ่งให้ความสนใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

จังหวัดกาญจนบุรี จึงได้ร่วมกับ กองการเกษตรและสหกรณ์  สำนักงานทหารพัฒนาช่องเขาขาด และอำเภอไทรโยค จัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ‘ มหัศจรรย์  เขาวงกต ‘ ขึ้นในพื้นที่ 30 ไร่ ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าในพื้นที่ของ กองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนาช่องเขาขาด หมู่ที่ 11 ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยได้ดำเนินการจัดทำแปลงปลูกข้าวโพด และแปลงปลูกพันธุ์ไม้ดอกในรูปแบบแปลงที่มีความคดเคี้ยว สลับซับซ้อน  สร้างจุดดึงดูดใจแก่นักท่องเที่ยวที่สนใจแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้เลือกศึกษา หรือชมทัศนีภาพที่สวยงามอย่างสนุกสนาน และเพลิดเพลินใจตลอดเส้นทาง ภายในงานยังมีจุดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรหลากหลายชนิด.

ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ‘ มหัศจรรย์  เขาวงกต ‘  ณ พื้นที่กองทหารพัฒนาช่องเขาขาด หมู่ที่ 11 ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี  ซึ่งจะเริ่มทำการเปิดเป็นแหล่งท่องเทียวเชิงเกษตรตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  ที่ทำการปกครอง อำเภอไทรโยค 034 – 591065 ทุกวันในเวลาราชการ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kanchanaburi.com

อลังการวัดไทย เก๋งจีนบนเขา เพลินชมวังเก่าเมืององค์พระ

            ขับรถตามตะวันมุ่งหน้าทิศตะวันตก ขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในวัดไทยและจีนบนเขาเล็ก ๆ เมืองกาญจนบุรี กลับทางนครปฐม ชื่นชมงานสถาปัตยศิลป์อันทรงคุณค่าที่พระราชวังสนามจันทร์

ขึ้นเขาไหว้พระ ๒ วัด
          ก่อนถึงตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ ๑๐ กิโลเมตร เลี้ยวเข้า อ.ท่าม่วง ขับรถไปตามสันเขื่อนแม่กลองตรงไปวัดถ้ำเสือ เห็นองค์เจดีย์ใหญ่เป็นที่หมายตา ชวนสาวหนุ่มกำลังวังชาดีให้ลองเดินขึ้นบันได ส่วนผู้ใหญ่ ถ้ามั่นใจว่าไม่ไหวแน่ ก็นั่งรถรางไฟฟ้า ค่าบริการขึ้น – ลง ๑๐ บาท หรือขับรถอ้อมไปหลังวัด ช่วยร่นระยะไปเกือบครึ่ง

           นมัสการพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ สีเหลืองทองระยิบระยับยามสะท้อนแสงแดด ขึ้นลิฟท์ไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ บนพระเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท ค่าบริการรถไฟฟ้าขึ้น – ลง คนละ ๑๐บาท เพื่อเป็นสิริมงคล ชมทัศนียภาพท้องนาผืนกว้าง แบ่งแปลงเป็นแนวตามคันนา ซึ่งเปลี่ยนสีสันไปตามวงจรชีวิตข้าว ที่ลานจอดรถด้านบน

         ลงจากวัดถ้ำเสือ ขึ้นเขาเล็กๆ ไปชมเก๋งจีนหลังใหญ่บนวัดถ้ำเขาน้อยที่อยู่ติดกัน เดินเวียนแวะชมและสักการะเทพเจ้า รูปเคารพตามความเชื่อของพุทธศาสนาแบบอนัมนิกาย(ญวน) สนทนาปริศนาธรรมจากรูปปั้น ๑๘ พระอรหันต์กับหลวงจีน ชมทิวทัศน์โค้งน้ำ ดูเรือดูดทรายลอยอยู่กลางลำน้ำ

          เพลิดเพลินกับการช็อปปิ้งเสื้อผ้าแบรนด์เนมชื่อดังที่ร้าน Factory Outlet ของ Fly Now ทั้งชุดทำงานและลำลอง ชุดกีฬา เครื่องหนัง เครื่องนอน และสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ ราคาลดพิเศษ ร้านเปิดบริการตั้งแต่ ๙.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. โทร.๐ ๓๔๕๒ ๑๕๕๕

          ใกล้ๆ กันนั้นมีร้านดอยคำ ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์โครงการหลวงและโครงการจิตรลดาให้แวะเลือกซื้อ ผักสด ผลไม้ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และอาหารแห้ง เป็นร้านสะดวกซื้อที่บริการแก่ทุกวัยในครอบครัว บริการเวลา ๗.๓๐ – ๒๐.๐๐ น. โทร.๐ ๓๔๖๑ ๓๓๑๒ – ๔

          เข้าสู่จังหวัดนครปฐม มองเห็นยอดเจดีย์องค์ใหญ่ ศูนย์กลางของเมือง ขับตรงเข้าหา องค์พระปฐมเจดีย์ นมัสการพระร่วงโรจนฤทธิ์ ในวิหารทิศเหนือ และพระพุทธรูปสำคัญในวิหารทั้ง ๔ ด้าน ขึ้นลานทักษิณชั้นบน ชมความสูงใหญ่ขององค์พระอย่างเต็มตา

ชมพระราชวังอันสง่างามครั้งรัชกาลที่ ๖
          ชม พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ เพื่อใช้ประทับพักผ่อนพระอิริยาบถ ที่หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายปราสาทในเทพนิยาย หยุดอ่านคำกลอนพระราชนิพนธ์ที่ฐานอนุสาวรีย์ย่าเหล สุนัขทรงเลี้ยง ข้ามสะพานไม้ทอดยาวมายังพระตำหนักมาลีราชรัตบัลลังก์ เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ผ่านสิ่งของที่จัดแสดง

         ขึ้นชมวิวจากระเบียงมุขของพระที่นั่งพิมานปฐม มองออกไปจะเห็นหอเทวาลัยคเณศร์ และองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นแนวตรงเรียงกันไป แวะชมนาฎศิลป์ไทยที่โรงโขนในพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ ออกเดินใต้เงาร่มไม้ไปขึ้นเรือนไทยที่พระตำหนักทับแก้ว และพระตำหนักทับขวัญ

พระราชวังสนามจันทร์เปิดให้เข้าชมทุกวัน ๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. โทร.๐ ๓๔๒๔ ๔๒๓๖ – ๗ กรุณาแต่งกายสุภาพ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kanchanaburi.com

makam1makam2 

107 หมู่ 6 ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 71150
โทร. 01 – 8016379
 
          พลโทรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ เป็นผู้เพาะได้จากมะขามกระดาน โดยแกะเอาเมล็ดมาเพาะใส่ถุงไว้และแจกคนอื่น ๆ บ้าง ชักชวนให้เอาไปปลูกไว้ สำหรับของท่านพลโทรวมศักดิ์มีอยู่ 6 ต้น ต้นที่ออกฝักดกที่สุดและใหญ่ที่สุดวัดเฉลี่ยแล้วมีขนาดโตกว่าต้นแม่ที่เอาเมล็ดมาปลูกเสียอีก หลังจากนั้นท่านได้เพาะกล้าแจกหน่วยราชการต่าง ๆ เป็นที่น่าเสียดายที่ส่วนมากไม่สนใจปลูกกัน ครูนิเวชก็ได้รับแจกผ่านมาเป็นลำดับที่ 4 ซึ่งก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเป็นมะขามยักษ์ พอปลูกได้ 3 ปี มะขามออกฝักมาทั้งหมด 11 ฝัก มีขนาดใหญ่โตมาก ครั้งแรกที่พบนั้น ฝักมีขนาดยาว 33 ซม. กว้าง 5 ซม. ขนาดฝักที่เคยวัดได้ใหญ่ที่สุด มีความยาว 47 ซม. น้ำหนัก 4 ฝัก/กก. จึงทดลองส่งเข้าประกวด ปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดผลไม้ยักษ์ในงานวันเกษตรแห่งชาติปี 2538

          ทางคณะวิจัยพืชสวนจังหวัดศรีสะเกษได้นำไปเปรียบเทียบกับงานที่ทำวิจัยไว้ ผลปรากฏว่า “ มะขามยักษ์ของครูนิเวชนี้ เป็นมะขามยักษ์ฝักใหญ่ที่ให้เนื้อมากและมีความเปรี้ยวดี เหมาะที่จะนำไปทำเป็นผลไม้แปรรูป ” มะขามเปรี้ยวยักษ์ ปลูกง่าย ตายยาก อายุยืนเป็นร้อยปี ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้ดีมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพืชตัวอื่น ๆ โรคและแมลงรบกวนน้อย ปัจจุบันโรงงานผลิตน้ำพริกเผา ซึ่งต้องใช้มะขามเปรี้ยวเป็นวัตถุดิบ ต้องไปซื้อจากพม่า ลาว เขมร เพราะมะขามเปรี้ยวในประเทศไทยเราไม่พอ โรงงานใหญ่ ๆ ต้องใช้มะขามเปรี้ยวเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำพริกเผาปีหนึ่งหลายร้อยตัน มะขามเปรี้ยวเป็นพืชที่หลายคนมองข้ามความสำคัญ ตอนฝักดิบนำมาแช่อิ่มขายได้ราคาดี เคยมีคนทดลองทำแช่อิ่มแล้วส่งขายประเทศญี่ปุ่นคิดเป็นเงินไทยกิโลกรัมละสองพันกว่าบาท (ทดลองตลาด) แต่น่าเสียดายเพราะสินค้ามีจำนวนไม่พอ อนาคตถึงแม้จะช่วยกันปลูกมากๆ ก็ยังไม่น่าเป็นห่วงเรื่องตลาดเพราะแปรรูปได้มากมายหลายชนิด และทางตะวันออกกลางก็ต้องการมะขามเปียกจากไทยมาก พลโทรวมศักดิ์ เคยพูดกับเกษตรกรว่า “ ทำไมเราไม่ปลูกมะขามเปรี้ยวไปแลกกับน้ำมันของทางตะวันออกกลางบ้าง ” คำพูดนี้น่าคิดนะครับ ! 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kanchanaburi.com

 ล่องแพเมืองกาญกับการรถไฟ

พระปฐมเจดีย์
 4

บ้านริมแคว-แพริมน้ำ

 1112

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
3

สุสานทหารสัมพันธมิตร

1111

 

อัตราค่าบริการ : คน 
รถธรรมดา
ผู้ใหญ่  600.- บาท
 เด็ก  560.- บาท

การเดินทาง
 
06.30 น.   ขบวนรถพิเศษนำเที่ยวที่ 909 ออกจากสถานีกรุงเทพ มัคคุเทศก์ของ  บริษัท ริเวอร์แควการ์เด้น จำกัด ให้การต้อนรับบนขบวนรถ
06.44 น.   ออกจากสถานีสามเสน
06.51 น.   ออกจากสถานีบางซื่อ 2
07.07 น.  ออกจากสถานีบางบำหรุ
07.40 น.  ถึงสถานีนครปฐม (จอด 40 นาที)
08.20 น.  ขบวนรถออกจากสถานีนครปฐม
09.26 น.   ถึงสถานีกาญจนบุรี
09.35 น.   ถึงสะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือสะพานแควใหญ่ (จอด 25 นาที)
10.00 น.  นำนักท่องเที่ยวลงแพขนาดใหญ่ (รวมอยู่ในค่าบริการแล้ว) ล่องแพชมชีวิตชาวแพ และธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ไปจนถึงหน้าเมืองกาญจนบุรี
11.30 น.   จัดเลี้ยงอาหารกลางวัน(รวมอยู่ในค่าบริการแล้ว)ในเรือนแพต้นแม่น้ำแม่กลอง
12.30 น.   นำนักท่องเที่ยวลงแพชมแม่น้ำแควน้อย
13.00 น   ถึงเขาปูน นำนักท่องเที่ยวชมถ้ำเขาปูนและนมัสการพระพุทธรูปองค์ใหญ่
15.30 น.  นำนักท่องเที่ยวลงแพชมตามลำน้ำแควน้อย เดินทางกลับ หน้าเมืองกาญจนบุรี
16.30 น.  นำนักท่องเที่ยวไปชมสุสานทหารสัมพันธมิตร และนำส่งสถานีกาญจนบุรี
16.53 น.   ขบวนรถพิเศษนำเที่ยวที่ 910 ออกจากสถานีกาญจนบุรี
18.07 น.  ถึงสถานีนครปฐม
18.40 น   ถึงสถานีบางบำหรุ
18.56 น.  ถึงสถานีบางซื่อ 2
19.06 น.  ถึงสถานีสามเสน
19.25 น.  ขบวนรถถึงสถานีกรุงเทพ สิ้นสุดรายการเดินทาง

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
railway.co.t

IMG_0213

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือเจดีย์ยุทธหัตถี แห่งนี้มิใช่เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว หากแต่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งมีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของชาติ ไทย   สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีชนะ พระมหาอุปราชาของพม่า ทำให้อยุธยาเป็นอิสระจากพม่า  จากประวัติศาสตร์ และหลักฐานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เชื่อได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ทำสงครามยุทธหัตถี พื้นที่ไร่นาของชาวบ้านย่านนี้เต็มไปด้วยวัตถุโบราณที่ใช้ในการทำสงคราม ทั้งเครื่องศาสตราวุธ เครื่องประดับช้างม้า ลูกประคำม้า เครื่องประดับช้าง ตราม้าศึกษา ลูกปืนทั้งที่ยิงแล้วและที่ยังไม่ได้ยิง อีกทั้งบริเวณนี้ยังมีเจดีย์เก่าแก่จากรูปแบบศิลปะทราบว่าสร้างขึ้นในสมัย กรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีลักษณะคล้ายสถูป เชื่อว่าเป็นสถูปที่สร้างเพื่อบรรจุพระศพของพระมหาอุปราชา และมีการขุดพบโครงกระดูก ๑ โครงภายในเจดีย์เก่าแก่องค์นี้ ห่างออกไปเพียง ๕๐๐ เมตร มีเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์อยู่กลางทุ่ง ตามปกติการสร้างเจดีย์จะต้องสร้างขึ้นที่วัด แต่เจดีย์สามองค์นี้สร้างไว้กลางทุ่งใกล้กับเจดีย์เก่าแก่องค์แรก  เชื่อได้ว่าเจดีย์สามองค์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการสักการะแต่ดวงวิญญาณของ เหล่าทหารแม่ทัพนายกองล้มตายจากการศึกในครั้งนี้ ทั้งพม่ารามัญและไทย และยังมีหลักฐานอีกมากมาย รายละเอียดอีกมากมายจะนำเสนอให้ได้ชมกันไม่นานนี้

่         ภายในบริเวณมีอาคารแสดงนิทรรศการ ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาต่างๆ และจัดแสดงโบราณวัตถุที่ชาวบ้านพบจากพื้นที่บริเวณนี้เก็บแสดงไว้ในตู้โชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษา  อาคารถัดมาคือห้องพิพิธภัณฑ์พระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีวีดีทัศน์เพื่อให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว เฉพาะห้องนี้เสียค่าบำรุงคนละ 20 บาท

การเดินทาง จากกาญจนบุรีใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒๔ จากกาญจนบุรีไปประมาณ 14 กิโลเมตร มีทางแยกขวาเข้าสู่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ระยะทาง ๔ กิโลเมตร มีป้ายบอกชัดเจน ถนนดีสะดวกสบาย

พระเจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เจดีย์ยุทธหัตถี ตั้งอยู่ที่บ้านดอนเจดีย์ ม.2 ต.ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เชื่อกันว่า  เป็นเจดีย์ยุทธหัตถี ที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรง

กระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา กษัตริย์แห่งพม่า

ดังปรากฎหลักฐานพอสรุปได้ดังนี้

1. ในพื้นที่บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถี และ บริเวณใกล้เคียง ชาวบ้านพบ กระดูกช้าง กระดูกม้า กรามช้าง กระโหลกช้าง และกระดูกคน มากมาย ซึ่งแสดงว่า สถานที่แห่งนี้ จะด้องเป็นสถานที่กระทำสงคราม ครั้งยิ่งใหญ่ หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วคงไม่มีกระดูกมากมายเช่นนี้

2. ชาวบ้านดอนเจดีย์ พบ เครื่องศาสตรวุธ เครื่องม้า เครื่องช้าง ซึ่งประกอบด้วย หอก ดาบ ยอดฉัตร โกลนม้า ขอสับช้าง โซ่ล่ามช้าง แป้นครุฑจับนาค ปัจจุบันสิ่งของเหล่านี้แสดงไว้ที่ ศูนย์วัฒนธรรมสถาบันราชภัฎกาญจนบุรี

3. ชาวบ้านดอนเจีย์ส่วนใหญ่ ใช้นามสกุล คชายุทธ มาลาพงษ์ และ ดอนเจดีย์ นามสกุลเหล่านี้มีความหมายเกี่ยวข้องกับองค์เจดีย์แห่งนี้ และการตั้งนามสกุลได้ตั้งในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มในการค้นหาเจดีย์ยุทธหัตถี

4. ชื่อตำบล ตะพังตรุ หนองสาหร่าย ที่ระบุใน พระราชพงศาวดารเป็นสถานที่ ที่มีอยู่ใน อ. พนมทวน จ.กาญจนบุรีซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่กับแขวง เมืองสุพรรณบุรี ต่อมาภายหลังได้มีการแบ่งเขตการปกครอง โดย อ.พนมทวน มาขึ้นอยู่กับ จ.กาญจนบุรี เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3

5. เส้นทางการเดินทัพของ พม่า-ไทย โดยทัพ พม่า จะข้ามมาทางด่านเจดีย์ 3 องค์ ผ่านทุ่งลาดหญ้า ผ่านเขาชนไก่ ผ่านเมืองกาญจนบุรีเก่า ผ่านปากแพรก ผ่านบ้านทวน ผ่านอู่ทอง สุพรรณบุรี ผ่านป่าโมก เข้า อยุธยา จะเห็นได้ว่า เจดีย์ยุทธหัตถี องค์นี้ตั้งอยู่ในเส้นทางการเดินทัพ คือ ที่อำเภอ พนมทวน

6. เจดีย์ยุทธหัตถีองค์นี้ มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์วัดช้าง จ.อยุธยา ซึ่งเป็นที่เชื่อถือได้ว่า เจดีย์องค์นี่ น่าจะสร้างในสมัย อยุธยา

7.ในพงศาวดาร ได้กล่าวไว้ว่า ช้างศีกได้กลิ่นน้ำมันคชสารก็ ตกมัน ตลบปะปนกันเป็นอลหม่าน พลพม่ารามัญ ก็โทรมยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟระดมเอาพระคชสารสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวทั้งสองพระองค์ และ ธุมาการตลบมืด เป็นหมอกมัวไป แสดงว่าที่ทรง กระทำยุทธหัตถีพื้นที่จะด้องเป็น ดินปนทราย จึงมีฝุ่นคลุ้งไปทั่ว จากพงศาวดารที่กล่าวมา ทำให้สอดคล้อง กับพื้นที่บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถีแห่งนี้ เนื่องจากบริเวณรอบองค์เจดีย์ เป็นที่ดอน และดินปนทราย ซึ่งมีหลักฐานประจักษ์คือ หมู่บ้านที่ติดกับองค์พระเจดีย์ ชื่อว่า หมู่บ้านหลุมทราย แสดงว่าพื้นทีแถบนั้นต้องมีทรายมาก

8. ที่ดอนเจดีย์แห่งนี้มีต้นข่อย ขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นข่อยที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่ห่างจากเจดีย์ประมาณ 100 เมตร ดังพระราชพงศาวดาร กล่าวไว้ว่าครั้งเหลือบไป ฝ่ายทิศขวาของพระหัตถ์ ก็เห็นช้างเศวตฉัตรหนึ่งยืนอยู่ ณ ฉายาข่อย มีเครื่องสูงและทหารหน้าช้างมาก ก็เข้าพระทัยถนัดว่า ช้างมหาอุปราชา พระเจ้าอยู่หัวทั้งสอง ก็ขับพระคชสารตรงเข้าไป ทหารหน้าข้าศึกก็วางปืนจ่ารงคมณฑก นกสับตระแบงแก้ว ระดมยิง มิได้ต้องพระองค์และคชสาร สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ตรัสร้องเรียกด้วยพระสุรเสียง อันดังว่า ” พรเจ้าพี่ เราจะยืนอยู่ในร่มเล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็น เกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไป ไม่มีกษัตริย์ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว” พระมหาอุปราชา ได้ฟังดังนั้นแล้วละอายพระทัย มีขัตติยราชมานะ ก็ป้ายพระคชสารออกรบ

9. เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฟันพระมหาอุปราชา ขาดคาคอช้างแล้ว ทัพไทยได้ไปทันพอดี จึงไล่ฆ่าฟัน ทหารพม่าอย่างหนัก จาก ตะพังตรุ ถึง กาญจนบุรี คาดว่า ทหารไทยฆ่าทหารพม่า ประมาณ 20,000 คน จับช้างใหญ่สูง 6 ศอก ได้ 300 เชือก ช้างพลายพัง 500 เชือก ม้าอีก 2,000 เศษ จะเห็นได้ว่า จากเจดีย์ยุทธหัตถี บ้านดอนเจดีย์ไปกาญจนบุรี มีระระทางประมาณ 20 กิโลเมตร จึงเป็นไปได้ที่ทหารไทย จะไล่ฆ่าฟัน ทหารพม่าในวันเดียวถึงเมืองกาญจนบุรี ซึ่งระยะทางห่างกันไม่มากนัก

10. ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วันวลิต ได้กล่าวไว้ว่า ในการกระทำยุทธหัตถี ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับพระมหาอุปราชาได้ กระทำใกล้กับวัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งจะตรงกับสภาพพื้นที่เจดีย์ยุทธหัตถี บ้านดอนเจดีย์แห่งนี้ ยังมีวัดร้าง อยู่ทางทิศใต้ของเจดีย์ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ปัจจุบันคือ วัดบ้านน้อย และยังมีเจดีย์ โบสถ์เก่าแก่ให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้ จากหลักฐานดังที่ได้กล่าวอ้างมานี้ น่าจะเป็นที่ยืนยันได้ว่า เจดีย์ยุทธหัตถีบ้านดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เป็นเจดีย์องค์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างขึ้นหลังจากที่พระองค์ ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา เมื่อ พ.ศ.2135

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก
tourdoi.com
konrakmeed.com

IMG_3973

ด่านเจดีย์สามองค์ 

          มีเนื้อที่ 343,750 ไร่ ประกาศเป็นเขตอุทยานฯ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2518 มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ คือ เขตสิ้นสุดชายแดนไทยด้านทิศตะวันตก ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 โดยก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร จะมีทางแยกด้านขวาไปด่านเจดีย์สามองค์ เป็นระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เส้นทางลาดยางตลอดสายพระเจดีย์สามองค์นี้เดิมเรียกว่า หินสามกอง ” เป็นที่สักการะของคนไทยโดยทั่วไปก่อนเดินทางออกจากเขตแดนไทยเข้าสู่เขตแดนพม่า ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้เป็นผู้นำชาวบ้านก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ มีร้านขายสินค้าจากประเทศพม่า นักท่องเที่ยวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซู ซึ่งเป็นตลาดชายแดนที่มีการจำหน่ายสินค้าของพม่า

          โดยนักท่องเที่ยวจะต้องเสียค่าผ่านด่าน (ฝั่งประเทศพม่า) ชาวไทย 25 บาท ชาวต่างประเทศ 10 เหรียญสหรัฐ รถยนต์ คันละ 50 บาท ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ด่านตรวจคนเข้ามืองสังขละบุรี โทร. 0 3459 0105, 0 3459 5335

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thai-tour.com
ขอขอบคุณข้อมูลรูปภาพจาก
oceansmile.com

ไปดูป่าสักทองที่สวนป่าเกริงกระเวีย กาญจนบุรี

article562551110344

          กาญจนบุรีเป็นจังหวัดทางตะวันตกของประเทศ เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจมาก อยู่ติดกับชายแดนพม่าที่ภูมิประเทศยังเป็นป่าดงดิบมาก เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ ป่าเขาลำเนาไพรมีพร้อม

ผมไปกาญจนบุรีบ่อย ดูธรรมชาติไปเรื่อย ๆ ชอบอากาศที่ตอนกลางคืนอากาศหนาวเย็นดี ตอนเช้าถ้าฝนตกมาก่อนสักหน่อย จะมีหมอกหนาทึบทีเดียว มองเห็นกันไม่ไกล ออกเดินเล่นดูสนุกและแปลกดี แต่มาเที่ยวนี้ คุณธงชัย เปาอินทร์ ปชส. ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง มาชวนให้ไปดูป่าสักทองขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ที่เกริงกระเวีย อ.ทองผาภูมิ

คณะสื่อราว 10 คน ออกเดินทางกันราวบ่าย 2 โมงของเย็นวันศุกร์ที่แล้ว รถติดมากกว่าจะหลุดจากตัวเมืองร่วมชั่วโมง กาญจนบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 130 กม. เราอ้อมตัวเมืองตรงไปยัง อ.ทองผาภูมิ เมืองนี้มีแม่น้ำ 2 สายคือ แควน้อยและแควใหญ่ ไหลมาบรรจบกันที่ตัวเมืองกลายเป็นลำน้ำแม่กลองออกปากอ่าวไทย เส้นทางรถวิ่งดีตลอด ไม่ค่อยมีรถสวน ระยะทางยาวร่วม 200 กม.ก่อนถึงตัวอำเภอ เลี้ยวขวาทางไปสังขละบุรีราว 14 กม.ก็ถึงสวนป่าเกริงกระเวีย พักค้างคืนกันที่นี่

สวนป่าเกริงกระเวีย เป็นทั้งที่พักและสำนักงานอนุรักษ์และพัฒนาส่วนป่าบ้านโป่ง สำนักส่งเสริมและพัฒนาไม้เศรษฐกิจภาคกลาง องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ คุณธนัท แอ๊วสกุลทอง ผู้บริหาร ออป.ภาคกลาง-ตะวันตก และ คุณประเสริฐ จารุกำเนิดกุล หัวหน้าสวนป่าเกริงกระเวีย และทีมงานมาต้อนรับ ที่พักเป็นบ้านอยู่ตามไหล่เขาไปจนถึงยอด สูงราว 200 เมตร อยู่ท่ามกลางแมกไม้ป่าใหญ่ เห็นว่าที่นี่มี จงโคร่ง คล้ายคางคก เป็นตัวชี้วัดว่าแถบนี้ปราศจากภาวะมลพิษ

ตอนกลางคืนอากาศราว 20 องศา เงียบสงบดี เหมาะสำหรับผู้ต้องการมาพักผ่อนเป็นส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติป่าไม้ใหญ่ โดยเฉพาะ งานหลักของที่นี่คือการปลูก อนุรักษ์และตัดจำหน่ายต้นสัก ภาคนี้ดูแลพื้นที่ 6 จังหวัดคือ ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร พื้นที่ทางอีสานจะเป็นยูคาลิปตัส และทางใต้จะเป็นยางพาราเป็นส่วนมาก

รุ่งขึ้นเราได้ไปดูแปลงต้นสัก ระยะเวลาต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ กล้าสัก ต้นเล็ก ๆ จะเลี้ยงจนเหง้าโตสมบูรณ์จึงค่อยลงปลูก ถ้าโตเป็นสักคุณภาพดีเรียก สักทอง ด้อยลงมาเรียก สักหยวก และ สักขี้ควาย ปลูกแล้วอนุรักษ์ต่อจนอายุ 30 ปีจึงค่อยตัด ออป.ทำหน้าที่ปลูกเองและส่งเสริมให้เอกชนปลูก พร้อมหาช่องทางจัดจำหน่ายด้วย ออป.ช่วยชี้แนะทางด้านวิชาการ ปี 2550 มีผลผลิตราว 2,000 ลบ.ม. มูลค่า 15 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะได้ราว 3,000 ลบ.ม. ราว 20 ล้านบาท รวมทั้งประเทศคงจะร่วม 100 ล้านบาท ผู้ปลูกมักว่าระยะยาวนานถึง 30 ปี ปลูกยูคาลิปตัสผลได้เร็วกว่า บ้านเราภาครัฐปลูกมากกว่าภาคเอกชน ประเทศที่พัฒนาแล้วเช่นญี่ปุ่นเอกชนปลูกมาก

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม คณะได้เดินทางมาที่นี่ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 5 ธ.ค. 2530 กว้างใหญ่ครอบคลุม อ.ทองผาภูมิ และ อ.สังขละบุรี คุณเอิบ เชิงสะอาด ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง และ คุณสุเทพ เกตุเวชสุริยา หัวหน้าฯ ว่าที่นี่มีพรรณไม้หลากหลาย สัตว์ป่ามาก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบทางธรรมชาติและผจญภัย บริเวณรอบ ๆ จะเป็นที่สูงราว 1,450 เมตร เราไปชมบรรยากาศตอนบ่าย พบคนมากางเต็นท์พักแรมกันมาก เพื่อชมทะเลหมอกตอนเช้า

ช่วงบ่ายได้เดินทางต่อไปยังชายแดนไทย-พม่า ที่เรียกคุ้นหูว่าหมู่บ้านอีต่องที่เหมืองปิล๊อก ห่างจาก อ.ทองผาภูมิ ไปทางตะวันตกราว 70 กม. เส้นทาง 3272 เคยมีการทำแร่ดีบุกวุลแฟรมกันมากบนเทือกเขาตะนาวศรี เส้นทางนี้ทั้งแคบ คดเคี้ยว และชันมาก นับดูหลายร้อย โค้งจนมีคนเวียนหัว หมู่บ้านอีต่อง หลงเหลือวิถีชีวิตและบ้านแบบเก่าให้ดู เป็นของเดิมราว 50 ปีมาแล้ว พัฒนาน้อยมาก มีที่พักแบบนอนเรียงแถวรายละ 300 บาท ต่อคืน นักท่องเที่ยวต่างชาติชอบ เพราะได้เห็นวัฒนธรรมประเพณีเก่า ๆ ของชนพื้นเมือง

คณะได้ไปดูที่เขตแดนไทย-พม่า เห็นท่อแก๊สส่งจากพม่าเข้าไทยที่บริเวณนี้ ต่อจากนั้นจึงได้เดินทางไปพักค้างที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อากาศเย็นสบายดี

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการปลูกไม้เศรษฐกิจได้แก่ ต้นสัก ยูคาลิปตัสและยางพารา ช่วยทางวิชาการและสนับสนุนภาคเอกชน ทั้งปลูก อนุรักษ์ จัดจำหน่ายและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม คุณประเสริฐ จารุกำเนิดกุล 08-1986

ขอบคุณที่มาข้อมูลและรูปภาพ
kanchanaburi.com
muansuen.com

อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์

         ใครที่มีโอกาสได้ ดูหนัง ผีสุดสยองขวัญเรื่อง 5 แพร่ง คงจะแอบหลอน (จริงมั้ย) โดยเฉพาะตอน “หลาวชะโอน” ก็แหม…ทั้งน่ากลัว ทั้งตื่นเต้น แถมบรรยากาศยังเป็นใจอีกต่างหาก อะ ๆ แต่ในความหลอนยังมีความสงสัยตามมาอีกว่า สถานที่ถ่ายทำคือที่ไหน จังหวัดอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเปิดประตูสู่โลกกว้าง ท่องเที่ยว “หลาวชะโอน” กันค่ะ…

         สำหรับสถานที่ถ่ายทำหนัง 5 แพร่ง ตอน “หลาวชะโอน” คือ “อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์” ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่ไม่มาก แต่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 59 ตารางกิโลเมตร หรือ 36,875 ไร่

 

หลาวชะโอน1

          หลาวชะโอน หรือ อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ อยู่ในเขตเทือกเขาภาคตะวันตก ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 240-1,257 เมตร ประกอบด้วย เขากำแพง เขาไม้หอม เขาพุช้างหมอบ เทือกเขาเหล่านี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของห้วยแม่พลู ห้วยตะกวด ห้วยแม่กระพร้อย และห้วยกระพร้อม จุดสูงสุดคือ “ยอดเขากำแพง” มีความสูงประมาณ 1,260 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพภูมิอากาศในพื้นที่แห่งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน มีความชื้นในอากาศสูง มีเมฆมาก ฝนตกหนัก ส่วนสภาพอากาศจะหนาวเย็น ท้องฟ้าโปร่ง มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 16 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม

          มีจุดเด่นและธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตก หน้าผา และถ้ำธารลอด ที่นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดจากการยุบตัวของหินปูน ประกอบกับการกัดเซาะของน้ำทำให้เขาหินปูนกลายเป็นสะพานธรรมชาติขนาดมหึมา และมีหลักฐานแสดงถึงด้านประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า บริเวณนี้อยู่ในเส้นทางที่กองทัพพม่ายกมาตีกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากพบซากอาวุธโบราณ โครงกระดูก เครื่องรางของขลังอยู่กระจายทั่วไป และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นก็ได้เดินทัพผ่านบริเวณนี้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมี้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ ดังนี้…

 

หลาวชะโอน 2

           ถ้ำธารลอดน้อย

          อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 100 เมตร ตัวถ้ำจะมีความยาวประมาณ 300 เมตร ปากถ้ำกว้างประมาณ 25 เมตร สูงประมาณ 10 เมตร มีธารน้ำไหลลอดใต้ถ้ำ ทำให้บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย อุทยานแห่งชาติได้จัดทำระบบไฟฟ้าสำหรับส่องสว่างและทางเดินลัดเลาะไปตามลำห้วยในถ้ำ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยปรากฏเป็นรูปต่าง ๆ ยามเมื่อกระทบกับแสงไฟจะส่องประกายระยิบระยับงามจับตามาก โดยเฉพาะบริเวณกลางโถงถ้ำ ผนังถ้ำด้านขวามือเป็นหินปูนฉาบลักษณะคล้ายน้ำตก สวยงามมาก ภายในถ้ำยังมี “หมาน้ำ” หรือ “เขียดว้าก” ซึ่งส่งเสียงร้องคล้ายสุนัข เมื่อเดินทะลุถ้ำธารลอดน้อยแล้ว จะพบกับสภาพป่าที่ร่มรื่น และมีทางเดินต่อไปถ้ำธารลอดใหญ่ ซึ่งมีระยะทางอีกประมาณ 2,200 เมตร

 

หลาวชะโอน3

           ถ้ำธารลอดใหญ่

          ถ้ำธารลอดใหญ่ มีลักษณะคล้ายสะพานหินธรรมชาติ มีความกว้าง 60 เมตร ตัวถ้ำด้านล่างยาว 60 เมตร กว้าง 40 เมตร และสูง 40 เมตร บนเพดานถ้ำมีโพรงขนาดใหญ่ที่แสงแดดส่องลอดเข้ามาในถ้ำได้ ทำให้ภายในถ้ำสว่างและมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ตามพื้นถ้ำ ที่ฟากหนึ่งของผนังถ้ำมีภาพเขียนสีรูปพญานาค ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของ “พญานาค” นอกจากนี้ แล้วยังมีหลักฐานปรากฏว่าบริเวณนี้เป็นที่ฝังศพของมนุษย์โบราณ จากการค้นพบโครงกระดูกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันนำไปจัดไว้ให้ชมที่พิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณ โครงการพระราชดำริห้วยองคต อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี

          การเดินทางไปถ้ำธารลอดใหญ่ สามารถเดินเท้าจากถ้ำธารลอดน้อย ซึ่งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปตามทางเดินก็จะถึงถ้ำธารลอดใหญ่ ระยะทางประมาณ 2,200 เมตร เส้นทางบางช่วงต้องไต่เขาสูงชัน โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านน้ำตกไตรตรึงษ์ นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางไปถ้ำธารลอดใหญ่โดยทางรถยนต์ จากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางบ้านท่าลำไย ประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวไปวัดถ้ำธารลอดใหญ่อีก 18 กิโลเมตร เป็นเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยเส้นทางควรขับรถด้วยความระมัดระวัง

หลาวชะโอน4

           น้ำตกไตรตรึงษ์

          อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.5 กิโลเมตร ตามเส้นทางเดินสู่ถ้ำธารลอดใหญ่ซึ่งจะผ่านป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าไผ่ ไปจนถึงน้ำตกไตรตรึงษ์ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ชั้น จากน้ำตกชั้นล่างต้องเดินไต่ลัดเลาะไปตามหน้าผาริมน้ำตกจนถึงชั้นบนสุด

หลาวชะโอน5

           น้ำตกธารเงิน-ธารทอง

          เป็นสองน้ำตกที่อยู่ใกล้กัน มีน้ำมากเฉพาะในช่วงหน้าฝน ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร น้ำตกธารเงินเป็นน้ำตกสูงถึง 7 ชั้น ที่สวยงามมาก แต่ละชั้นจะมีชื่อต่างกัน เช่น เกล็ดเงิน ประกายเงิน อ่างเงิน เป็นต้น

สิ่งอำนวยความสะดวก

          – มีลานจอดรถให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

          – มีร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยว

          – มีบ้านพักให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

          – มีเต็นท์และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้ กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง

          – มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00 – 16.30 น.

สถานที่ติดต่อ

          อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ปท.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี  71220 โทรศัพท์ 0 3454 7020 (VoIP), 0 3451 9606 อีเมล reserve@dnp.go.th

หลาวชะโอน6

การเดินทาง

          รถยนต์
    
          จากตัวเมืองออกไปทางถนนสายกาญจนบุรี-เขื่อนศรีนครินทร์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3199) เป็นระยะทาง 16 กิโลเมตร เลี้ยวขวาที่ตลาดอำเภอลาดหญ้าไปทางอำเภอบ่อพลอย ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3086 (ถนนสายกาญจนบุรี-บ่อพลอย-ด่านช้าง) อีกประมาณ 68 กิโลเมตร ถึงหนองปรือ แล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่ถ้ำธารลอดอีก 22 กิโลเมตร รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 234 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

          ใครที่กำลังอินกับ 5 แพร่ง ก็อย่าลืมแวะไปสัมผัส “อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์” สถานที่ตอน “หลาวชะโอน” นะจ๊ะ…

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kapook.com

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ

สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1778, 0 3151 2399
ประชาสัมพันธ์จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 2410, 0 3451 4756
สำนักงานเทศบาลเมืองกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1502-2
ที่ว่าการอำเภอเมืองกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1040, 0 3462 2952
สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรี โทร. 0 3462 1040-2
โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา โทร. 0 3462 2999, 0 3451 1233
บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 0 3451 1387
สถานีขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1182
สถานีรถไฟกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1285
ตำรวจทางหลวง โทร. 1193
ตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155

Link ที่น่าสนใจ
ททท. สำนักงานกาญจนบุรี
http://www.tourismthailand.org/kanchanaburi
ข้อมูลตำบลและสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
http://www.thaitambon.com
สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี
http://www.kanchanaburi.go.th

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
thai.tourismthailand.org
ขอขอบคุณรูปภาพจาก
udon-city.com

 

 

ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่เลี้ยงดูช้างชรา เป็นที่พักของช้างเร่ร่อน ซึ่งให้คนกับช้างได้ใกล้ชิดและเรียนรู้การใช้ชีวิตซึ่งกันและกัน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวและอาสาสมัครผู้รักช้าง และต้องการให้ช้างไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นสุข ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามของจังหวัดกาญจนบุรี

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความผูกพันต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยมาเป็นเวลานาน ถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของคนไทย… วันนี้ยังมีช้างไทยอีกมากที่ประสบปัญหา เช่นบาดเจ็บจากการถูกใช้งานหนัก, สภาพทรุดโทรมเนื่องจากได้รับอาหารไม่เพียงพอ ตลอดจนช้างป่าที่อยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เป็นต้น …

สำหรับผู้มีหัวใจอนุรักษ์ช้าง … ขอเชิญร่วมเป็นอาสาสมัครปลูกพืชอาหารให้แก่ช้าง เช่น กล้วย อ้อย ศึกษาการเลี้ยงช้าง อาบน้ำร่วมกับช้าง ดูแลสุขภาพช้างด้วยตัวคุณเอง

แผนที่การเดินทาง


Contact Us

ศูนย์อนุรักษ์ช้างกาญจนบุรี บ้านหนองหอย

หมู่ 4  ต.วังด้ง อ.เมือง  จ.กาญจนบุรี  71000

Tel :  0816322258 , 0812856439
E-mail : martpsp@yohoo.com , elephantwrorld@hotmail.com

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kapook.com
elephantsworld.org

เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค