กาญจนบุรี:บ้านหนองขาว

เขียน เมื่อ April - 20 - 2009

บ้านหนองขาว

 

ประวัติหมู่บ้านหนองขาว

     บ้านหนองขาว ตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวของชาวบ้านสองหมู่บ้าน คือ หมู่บ้านดงรัง และหมู่บ้านดอนกระเดื่อง ที่ถูกพม่าเผาทำลายเสียหาย เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ซึ่งได้รวมตัวกันตั้งหมู่บ้านใหม่ เมื่อสมเด็จพระเข้าตากสินมหาราชทรงกู้เอกราชแล้ว ณ บริเวณหนองน้ำใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยหญ้าดอกขาว จึงเรียกว่า “หนองหญ้าดอกขาว” และเรียกสั้น ๆ ต่อมาว่า “ หนองขาว” ในที่สุด
ร่องรอยของหนองหญ้าดอกขาวที่ว่านี้ ยังพอมีให้เห็นในหมู่บ้านหนองขาวที่หมู่ 3 หรือหมู่คอกวัว ซึ่งปัจจุบันเป็นหนองน้ำที่ถมอย่างไร ก็ยังมีสภาพที่เป็นหนองน้ำอยู่ เพราะเมื่อทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ก็ปรากฏว่ามักมีน้ำเอ่อขังขึ้นมาอยู่เสมอ
     ส่วนหมู่บ้านดงรังอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านหนองขาว มีร่องรอยซากปรักหักพังของเจดีย์ พระอุโบสถ และพระพุทธรูป ที่วัดส้มใหญ่ หรือวัดใหญ่ดงรัง ซึ่งเคยถูกพม่าเผาทำลายกลายเป็นวัดร้าง และต่อมาได้รับการบูรณะใหม่เมื่อ พ.ศ. 2525 และหมู่บ้านดอนกระเดื่อง อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านหนองขาว ราว 1 กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนหนองขาวโกวิทพิทยาคม เดิมหมู่บ้านดอนกระเดื่องมีวัดโบสถ์ เป็นวัดประจำหมู่บ้าน แต่ถูกพม่าเผาทำลายเหลืองเพียงซากปรักหักพังของเจดีย์เช่นกัน
     คนหนองขาวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก พ้นที่ทำนาทางด้านจะวันออกของหมู่บ้านเรียกกันว่า “นาทุ่ง“ หรือ “นาลุ่ม“ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีน้ำเพียงพอแก่การทำนา ส่วนทางด้านจะวันตก เรียก “ นาป่า” ซึ่งต้องรอฤดูฝน เพราะไม่มีแหล่งน้ำ

ประวัติผ้าขาวม้าร้อยสีของดีบ้านหนองขาว

     จากประวัติที่ขาวบ้านหนองขาวต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติ (ที่แห้งแล้ง) ภัยจากศึกสงคราม (เส้นทางเดินทัพ) และการดูแลที่ไม่ทั่วถึงของฝ่ายปกครอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนของอำเภอท่าม่วง ทำให้ชาวนาหนองขาวไทยโดยทั่วไป โดยผู้หญิงในครอบครัวจะทอผ้าสำหรับใช้เองและคนในครอบครัว ซึ่งการทอนั้นจะใช้กี่มือ เส้นด้ายก็จะใช้ฝ้ายปั่นเอง จึงขาดง่ายทำให้ผ้าทอช้ามากและคุณภาพไม่ค่อยดี ผ้าทอส่วนมากเป็นผ้านุ่ง ผ้าห่ม และผ้าขาวม้า
     ต่อมาเมื่อความเจริญได้แผ่กระจายจากสังคมเมืองสู่ชนบท แนวความคิดบริโภคนิยมที่มาจากประเทศทางตะวันตก ทำให้การทอผ้าในชนบทลดน้อยลง แต่ชาวบ้านหนองขาวยังคงรักษาประเพณี กิจกรรมของชาวชนบทไทยสืบมา เมื่อ พ.ศ. 2524 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดสอนการทอผ้าด้วยกี่กระตุกขึ้นที่ตำบลทุ่งสมอ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านตำบลทุ่งสมอ และได้จัดกลุ่มทอผ้าทุ่งสมอขึ้น แต่ก็ประสบปัญหาด้านการจัดการและการตลาด ทำให้กลุ่มทอผ้าทุ่งสมอไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ คุณอารีรัตน์ พฤฑฒิกุล ซึ่งได้เข้าร่วมอบรมครั้งนั้นด้วย ได้นำปัญหาของกลุ่มทอผ้า ทุ่งสมอเป็นกรณีศึกษา ถึงปัญหาและวิธีการดำเนินการแก้ไข บวกกับความรู้ที่ได้จาก การอบรม มาจัดตั้งกลุ่มทอผ้าหนองขาวขึ้นในกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาตำบลหนองขาว ซึ่งกลุ่มพัฒนาฯ ก็มีการแบ่งกลุ่มต่าง ๆ ตามความสนใจหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มทำดอกไม้ประดิษฐ์ กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงสัตว์ ประกอบกับได้รับการส่งเสริมประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง จึงทำให้ “ผ้าขาวม้าร้อยสีของดีบ้านหนองขาว” เป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมโดยการจัดงาน “สืบสานประเพณีของดีบ้านหนขาว”   
     โดยสำนักงานการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้จัดการแสดง แสง สี เสียง เป็นงานใหญ่คุณสมบัติของผ้าทอหนองขาว จะมีสีสดใส ลวดลายแปลกตา เนื้อผ้าจะเป็น มันวาวคล้ายผ้าไหม ดูแลรักษาง่าย ซักรีดตามปกติ ไม่ยืดไม่หด สีไม่ตก สวมใส่สบาย ไม่อบร้อน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เนื่องจากเป็นผ้าที่ทอขึ้นจากเส้นด้วย “ไหมประดิษฐ์” ที่มีการคัดเลือกอย่างดีและผ่านการพิสูจน์เป็นเวลานานจากผู้ใช้ทั้งในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง ส่วนลวดลายสีสันจะเป็นไปตามจินตนาการของผู้ทอ ซึ่งเป็น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้ที่ต้องการใช้ผ้าทอหนองขาว ยังสามารถที่จะออกแบบเฉพาะของตนเองได้ตามลวดลายและสีสันที่ต้องการ ซึ่งคุณอารีรัตน์ และกลุ่มสมาชิกกลุ่มทอผ้ารับรองว่า เป็นผ้าทอที่มีคุณภาพดี สีสดใส ลวดลายแปลกตา แต่ราคาถูกใจ ผ้าทอหนองขาวจึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ที่แสวงหาของฝากที่ ถูกตาในราคาที่ถูกยุค จากเมืองกาญจน์

การแสดงเรื่องไอ้บุญทอง

     “ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” เป็นละครเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้านหนองขาว จากบทประพันธ์ของ พงอนันต์ สรรพานิช เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต 1 อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวหมู่บ้านวัฒนธรรมบ้านหนองขาว โดยเริ่มแสดงครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2541 แต่แรกเริ่มนั้น “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” จัดแสดงในวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นงานประจำปีงานหนึ่งของหมู่บ้านหนองขาว โดยใช้พื้นที่ว่างของวัดอินทาราม หรือวัดหนองขาว ที่ปัจจุบันเป็นตลาดนัด เป็นที่จัดแสดงมาก่อน ต่อมา พ.ศ.2543 จึงมีการจัดสร้างที่แสดงอย่างถาวรเป็นบ้านเรือไทย 2 ชั้น ขึ้นที่ลานหน้าวัดอินทาราม โดยพื้นที่บนระเบียงบ้าน เวที ปูนหน้าบ้าน และสนามหญ้าหน้าเวที เป็นเวทีแสดง รวมทั้งเวทีด้านจ้างอีกหนึ่งเวที ขณะที่ผู้ชมถูกจัดให้ปู่เสื่อนั่งชมอยู่ตรงลานหน้าบ้านที่เป็นสนามหญ้า แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ และซุ้มไม้ไผ่หลายหลังที่ทำเป็นศาลาอาหารสำหรับแขกผู้มาเยือน
     โรงละครกลางแจ้งแห่งนี้ ได้ชื่อว่า “ บ้านไอ้บุญทอง” เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของคนหนองขาว ซึ่งมีพระครูถาวรกาญจนนิมิต เจ้าอาวาสวัดอินทาราม เป็นศูนย์รวมจิตใจและได้รับงบประมาณสนับสนุนบางส่วน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) ไม่เพียงเป็นเป็นโรงละคร ภายในบ้านไอ้บุญทอง ยังรวบรวมข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านหนองขาวไว้ให้ชมด้วย โดยจัดเป็นห้องต่าง ๆ เช่น ห้องครัว จำลองบรรยากาศครัวไทยพื้นบ้านและอุปกรณ์ในการหุงต้มแบบโบราณ ห้องนอน มีเปลเด็ก ที่ผูกขึ้นด้วยผ้าขาวม้าพื้นบ้านหนองขาว และยังมีภาพถ่ายขาว –ดำ สมัยเก่าติดไว้ให้ชมตามฝาห้อง เช่น ภาพคนหนองขาวสมัยก่อน ภาพเชยศึกในเมืองกาญจน์เมื่อครั้งสงครามโลก ครั้งที่ 2
     ปัจจุบันบ้านไอ้บุญทอง เป็นจุดรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมหมู่บ้านหนองขาว โดยจัดให้เป็นลานวัฒนธรรม สำหรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมพื้นบ้านและการแสดง “วัฒนธรรมบันเทิง” หรือละครเรื่อง “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” พร้อมกับการรับประทานอาหารค่ำแบบพื้นบ้าน ผู้ที่สนใจไม่ต้องรอให้ถึงวันสงกรานต์ เพียงแต่ติดต่อจองล่วงหน้ามาเป็นหมู่คณะ ก็สามารถร่วมงาน “ค่ำคืนหนึ่งที่บ้านหนองขาว “ พร้อมชม “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว “ ได้ บริเวณใกล้กันกับบ้านไอ้บุญทอง ที่เดิมเป็นอาคารเรียนเก่าแก่ของวันอินทาราม ชื่อ อาคารโกวิทอินทราทร ซึ่ง หลวงพ่อสมุห์พยอม โกวิทโก ที่ชาวบ้านเคารพศรัทธา เป็นผู้ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2480 กำลังดำเนินการตกแต่งเพื่อจัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์บ้านหนองขาว ภายในพิพิธภัณฑ์ มีการจัดเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนหนองขาว ตลอดจนเรื่องราวความเชื่อ เช่น หม้อยาย ประเพณีสำคัญ เช่น สวดพระมาลัย การทำมาหากิน โดยจัดแสดงเรื่องราวเป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ สุวรรณภูมิ เส้นทางเดินทัพในสมัยโบราณ ภูมิประเทศของหนาวขาว คนหนองขาว ผู้หญิงหนองขาว ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ขอบคุณที่มาของข้อมูลและรูปภาพ
th.wikipedia.org
nongkhao.com

แสดงความคิดเห็น

เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค