Archive for April, 2009

อุทยานแห่งชาติไทรโยค

ข้อมูลทั่วไป
     อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค และได้ลงสรงน้ำในธารน้ำอันเย็นฉ่ำภายใต้ร่มเงาแห่งแมกไม้ของป่าใหญ่ และเป็นแรงบันดาลใจให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงประพันธ์บทเพลง “เขมรไทรโยค” จนความงามของน้ำตกไทรโยคเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว

     เดิมพื้นที่ป่าบริเวณป่าวังใหญ่ และป่าแม่น้ำน้อย ในท้องที่ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ และตำบลไทรโยค ตำบลลุ่มสุ่ม ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 417 (พ.ศ. 2512) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2512 และป่าห้วยเขยง ท้องที่ตำบลท่าขนุน ตำบลปิล้อก ตำบลหินดาด และตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ และตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 480 (พ.ศ. 2515) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2515

     เดือนธันวาคม 2519 กองอุทยานแห่งชาติได้รับแจ้งจากนายสมจิตต์ วงศ์วัฒนา หัวหน้าสวนสักไทรโยค ว่า บริเวณป่าน้ำตกไทรโยคมีสภาพป่าและสภาพธรรมชาติสวยงามมาก เหมาะสมจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติจึงมีหนังสือ ที่ กส 0808/3203 ลงวันที่ 14ธันวาคม 2519 เสนอกรมป่าไม้ให้ นายสมบูรณ์ วงศ์ภักดี นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปทำการสำรวจหาข้อมูลเบื้องต้นบริเวณป่าวังใหญ่ ป่าแม่น้ำน้อย และป่าห้วยเขยง จังหวัดกาญจนบุรี ปรากฏว่า บริเวณดังกล่าว มีธรรมชาติสวยงามที่สำคัญหลายแห่ง เช่น น้ำตกไทรโยค ถ้ำต่างๆ และสถานที่ทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง กล่าวคือ ในระหว่าง พ.ศ. 2484-2488 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เกณฑ์ทหารเชลยศึกทำการก่อสร้างทางรถไฟเพื่อที่จะเป็นเส้นทางต่อเข้าไปยังประเทศพม่า ส่วนหนึ่งของเส้นทางผ่านเข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เลียบลำน้ำแควน้อยไปจนจรดด่านเจดีย์สามองค์ ที่อำเภอ สังขละบุรี บริเวณต้นน้ำตกไทรโยคเป็นแหล่งหุงหาอาหารและที่พักพิงหลบภัย ดังปรากฏเตาหุงข้าวของทหารญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน เหมาะสมที่จะตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามบันทึกรายงานการสำรวจ ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2520

     กองอุทยานแห่งชาติจึงได้ดำเนินการจัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และเพื่อสนองนโยบายคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ วันที่ 9 มกราคม 2522 ในการที่จะเสริมมาตรการ อนุรักษ์ธรรมชาติ โดยจัดให้มีอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งที่ 2294/2522 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2522 ให้นายพิภพ ละเอียดอ่อน นักวิชาการป่าไม้ 5 และนายภูมิ สมวัฒนศักดิ์ ช่างโยธา 3 ไปดำเนินการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติไทรโยค ซึ่งได้มีหนังสือ ที่ กส 0708/9 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2522 รายงานผลการสำรวจเพิ่มเติมว่าพื้นที่ดังกล่าวมีจุดเด่นและสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามเหมาะสมเป็นอุทยานแห่งชาติ
กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงได้เสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2523 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2523 เห็นสมควรให้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าวังใหญ่ ป่าแม่น้ำน้อย และป่าห้วยเขยง ในท้องที่ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ และตำบลไทรโยค ตำบลวังกระแจะ ตำบลบ้องตี้ ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 312,500 ไร่ หรือ 500 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 97 ตอนที่ 165 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2523 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 19 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่ง

ักษณะภูมิประเทศ
     ลักษณะภูมิประเทศของอุทยานแห่งชาติไทรโยค ครอบคลุมพื้นที่ป่าวังใหญ่ ป่าแม่น้ำน้อย และป่าห้วยเขย่ง ส่วนหนึ่งอยู่ในป่าโครงการไม้กระยาเลย ประกอบด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่มีความสูงโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 300-600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาส่วนใหญ่จะทอดยาวจากตอนเหนือของพื้นที่ลงมาทางใต้ ด้านทิศตะวันตกจรดชายแดนประเทศพม่า ส่วนที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาแขวะ สูงประมาณ 1,327 เมตร รองลงมา คือ ยอดเขาเราะแระ สูงประมาณ 1,125 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ราบที่เป็นบริเวณกว้างปรากฏเฉพาะริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแควน้อยตอนบนจุดที่ไหลผ่านเขตอุทยานแห่งชาติบริเวณบ้านวังกร่าง บ้านไทรโยค และที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค ที่ราบจุดอื่นๆ กระจายเป็นหย่อมเล็กๆ อยู่ตอนเหนือของพื้นที่ใกล้แนวเขตอุทยานแห่งชาติ ทางทิศตะวันออก ริมห้วยแม่น้ำน้อยและห้วยผึ้ง และตอนกลางของพื้นที่บริเวณห้วยแห้งและห้วยบ้องเติ้งเท่านั้น อุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำแควน้อยซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรีในเขตอำเภอสังขละบุรี ลำน้ำสายหลักๆ ที่มีน้ำไหลตลอดปีได้แก่ ห้วยแม่น้ำน้อย และห้วยแม่น้ำเลาะห้วยเต่าดำ ห้วยไทรโยค ห้วยบ้องตี้ ห้วยบ้องเติ้ง และห้วยพลู

ลักษณะภูมิอากาศ
     เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นพื้นที่สูงชันที่ปกคลุมด้วยผืนป่า ทั้งยังมีเทือกเขาตะนาวศรีทอดยาวตลอดพรมแดนไทย-พม่า ปิดกั้นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่าน ทำให้ลักษณะอากาศภายในพื้นที่มีความผันแปรค่อนข้างมาก และส่วนหนึ่งของพื้นที่มีสภาพเป็นบริเวณอับฝน โดยฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม โดยเดือนกันยายนจะเป็นเดือนที่ฝนตกชุกที่สุด ปริมาณฝนรวมทั้งปี 975มิลลิเมตร ฤดูหนาวจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยช่วงเดือนธันวาคมจะเป็นช่วงที่หนาวเย็นที่สุด และฤดูร้อน เริ่มประมาณกลางเดือนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นระยะที่ลมฝ่ายใต้พัดปกคลุมพื้นที่ ทำให้อากาศร้อนอบอ้าวทั่วไป โดยช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวที่สุด อุณหภูมิสูงสุดถึง 40 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวเหมาะแก่การเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศที่อุทยานแห่งชาติไทรโยคมากที่สุด ด้วยสภาพป่าที่เขียวขจี ธารน้ำที่ไหลแรงที่สายน้ำตกที่มีชีวิตชีวา กลุ่มหมอกที่ไหลเรี่ยลำแควน้อยเป็นมนต์ขลังแก่ผู้มาเยือนยิ่งนัก

ืชพรรณและสัตว์ป่า
     เนื่องจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรโยคส่วนใหญ่มีสภาพเป็นภูเขา และตั้งอยู่ที่ระดับความสูงแตกต่างกันตั้งแต่ 100 เมตร ไปจนถึง 1,327 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่งผลให้สังคมพืชแตกต่างกันตามระดับความสูง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง

     ป่าเบญจพรรณ เป็นสังคมพืชที่มีเนื้อที่มากที่สุดในอุทยานแห่งชาติ คือร้อยละ 84.47 พบขึ้นกระจายทั่วไปในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 150-600 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ขานาง ขี้อ้าย แดง ตะแบกเลือด เขลง แคหางค่าง งิ้วป่า ตะคร้อ ประดู่ กระพี้เขาควาย กาสามปีก กรวยป่า ขะเจ๊าะ กระพี้จั่น เก็ดแดง ฯลฯ พื้นป่าประกอบด้วยกล้าไม้ของไม้ชั้นบนและพันธุ์พืชชนิดอื่น เช่น กะตังใบ กระชายป่า กวาวเครือ หนามขี้แรด บุก เปราะป่า ผักปราบ และเอื้องหมายนา เป็นต้น เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หากิน และหลบภัยของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น นกขมิ้นน้อยธรรมดา นกปรอดคอลาย นกแซงแซว นกกางเขนดง นกจับแมลงจุกดำ นกจับแมลงสีฟ้า ค้างคาวคุณกิตติ กิ้งก่าบิน ตะกวด จิ้งจกดินลายจุด งูกะปะ และเต่าเหลือง เป็นต้น

     ป่าเต็งรัง เป็นสังคมพืชที่พบขึ้นกระจัดกระจายทางด้านทิศใต้ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลาง 80-400 เมตร มีเนื้อที่ร้อยละ 2.52 พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง พลวง เหียง รักใหญ่ มะกอกเกลื้อน งิ้วป่า รกฟ้า หาด เปล้าหลวง พื้นป่าประกอบด้วยกล้าไม้ของไม้ชั้นบนและพันธุ์พืชชนิดอื่นๆ เช่น มะม่วงหัวแมงวัน เสี้ยวป่า เคด ผักหวาน ไผ่หางช้าง ไผ่ไร่ กระดูกอึ่ง ลูกใต้ใบ เป็นต้น

     ป่าดิบแล้ง พบในบริเวณที่ค่อนข้างชุ่มชื้นทางทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติโดยเฉพาะในเขตอำเภอทองผาภูมิ และทิศตะวันตกติดชายแดนพม่า ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 450-600 เมตร มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 2.95 พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ กระบก ยางนา ยางแดง หว้า กระบาก ตะแบกแดง มะส้าน ทะโล้ ก่อ ยางโอน ชมพู่ป่า เหมือด ฯลฯ พื้นป่าประกอบด้วยกล้าไม้ของไม้ชั้นบนและพันธุ์พืชชนิดอื่น เช่น กลอย กล้วยไม้ดิน กกสามเหลี่ยม เครือมัน ถั่วแปบ สาบเสือ เสี้ยว และพืชในสกุลขิง เป็นต้น เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หากิน และหลบภัยของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น ลิงลม ลิงกัง ค่างแว่นถิ่นเหนือ ชะนีมือขาว พญากระรอกดำ นกเงือกกรามช้าง นกกาฮัง กิ้งก่าบิน

     บริเวณพื้นล่างของป่าดิบแล้งเป็นที่หลบพักของสัตว์ที่หากินตามพื้นผิวดิน เช่น ช้างป่า สมเสร็จ กระทิง หมีควาย กวางป่า สัตว์ปีกที่คุ้ยเขี่ยหากินตามพื้นป่าได้แก่ นกกระทาดงแข้งเขียว นกแว่นสีเทา ชนิดสัตว์เลื้อยคลานที่พบได้แก่ เต่าหก งูเหลือม และงูจงอาง ในบริเวณที่เป็นยอดเขา หน้าผาสูงชัน และถ้ำหินปูน เป็นที่อาศัยและหากินของสัตว์บางชนิด ได้แก่ ค่างแว่นถิ่นเหนือ ลิงเสน เลียงผา ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กสองสี ค้างคาวมงกุฎ ค้างคาวปีกถุงใหญ่ ค้างคาวปีกถุงต่อมคาง ค้างคาวคุณกิตติ นกเอี้ยงถ้ำ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เหยี่ยวนกเขาชิครา นกนางแอ่นตะโพกแดง นกพิราบ งูเขียวร่อน บริเวณพื้นที่ติดชายน้ำ หาดทราย และแหล่งน้ำต่างๆ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ผสมพันธุ์วางไข่ของสัตว์หลายชนิด เช่น เก้ง กวางป่า หมูป่า ลิงเสน นากเล็กเล็บสั้น นากใหญ่ ชะมด อีเห็น กระรอกท้องแดง นกยางเขียว นกยูงไทย นกเขาใหญ่ นกกระปูดใหญ่ นกเอี้ยงสาริกา เต่าดำ เขียดจะนา เขียดหลังเขียว เขียดหนอง กบห้วยสีข้างดำ กบทูด คางคกเล็ก คางคกหัวเรียบ จงโคร่ง ปาดนิ้วแยกขาลาย อึ่งอี๊ดขาเหลือง อึ่งอี๊ดหลังลาย และอึ่งอ่าง

     ในบริเวณแม่น้ำแควน้อยและลำห้วยแยกสาขาต่างๆ จะพบปลาตะโกก ปลากระสูบ ปลาบ้า ปลาแมว ปลากราย ปลาปากใต้ ปลากดเหลือง ปลาแรด และปลาตะกรับ เป็นต้น สำหรับบริเวณพื้นที่ใกล้ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมจะพบแมวดาว กระแตธรรมดา กระจ้อน เหยี่ยวขาว เหยี่ยวนกเขา นกตะขาบทุ่ง นกแซงแซวหางปลา นกพิราบ นกเขาใหญ่ นกกระปูดใหญ่ นกกระปูดเล็ก นกปรอดก้นแดง นกเอี้ยงสาริกา นกกิ้งโครงคอดำ อีกา นกกะติ๊ด นกกระจอก ตุ๊กแกบ้าน กิ้งก่าหัวแดง แย้ คางคก เขียดหนอง กบนา เป็นต้น

     อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีสัตว์ที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง คือ ค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Craseonycteris thonglongyai ชื่อสามัญ Kitti’s hog-nosed Bat เป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบคือ คุณกิตติ ทองลงยา ค้นพบเมื่อปี 2516 ที่ถ้ำค้างคาวและถ้ำวังพระ นับเป็นค้างคาววงศ์ใหม่ มีเพียงชนิดเดียวในโลก และเป็นค้างคาวที่เล็กที่สุดในประเทศ เท่าที่สำรวจพบ นอกจากนี้ยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลกอีกด้วย มีน้ำหนัก 1.5-2.0 กรัม ลำตัวยาว 2.5-3.0 เซ็นติเมตร มีสีน้ำตาล กางปีกออกจะกว้างประมาณ 10 เซ็นติเมตร หูค่อนข้างใหญ่จมูกคล้ายจมูกหมู อาศัยอยู่ตามถ้ำโดยทั่วไปจะอพยพย้ายถิ่นทันทีหากถูกรบกวนโดยมนุษย์ ปัจจุบันมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์

อบคุณที่มาข้อมูลและรูปภาพ
dnp.go.th

บ้านหนองขาว

 

ประวัติหมู่บ้านหนองขาว

     บ้านหนองขาว ตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวของชาวบ้านสองหมู่บ้าน คือ หมู่บ้านดงรัง และหมู่บ้านดอนกระเดื่อง ที่ถูกพม่าเผาทำลายเสียหาย เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ซึ่งได้รวมตัวกันตั้งหมู่บ้านใหม่ เมื่อสมเด็จพระเข้าตากสินมหาราชทรงกู้เอกราชแล้ว ณ บริเวณหนองน้ำใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยหญ้าดอกขาว จึงเรียกว่า “หนองหญ้าดอกขาว” และเรียกสั้น ๆ ต่อมาว่า “ หนองขาว” ในที่สุด
ร่องรอยของหนองหญ้าดอกขาวที่ว่านี้ ยังพอมีให้เห็นในหมู่บ้านหนองขาวที่หมู่ 3 หรือหมู่คอกวัว ซึ่งปัจจุบันเป็นหนองน้ำที่ถมอย่างไร ก็ยังมีสภาพที่เป็นหนองน้ำอยู่ เพราะเมื่อทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ก็ปรากฏว่ามักมีน้ำเอ่อขังขึ้นมาอยู่เสมอ
     ส่วนหมู่บ้านดงรังอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านหนองขาว มีร่องรอยซากปรักหักพังของเจดีย์ พระอุโบสถ และพระพุทธรูป ที่วัดส้มใหญ่ หรือวัดใหญ่ดงรัง ซึ่งเคยถูกพม่าเผาทำลายกลายเป็นวัดร้าง และต่อมาได้รับการบูรณะใหม่เมื่อ พ.ศ. 2525 และหมู่บ้านดอนกระเดื่อง อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านหนองขาว ราว 1 กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนหนองขาวโกวิทพิทยาคม เดิมหมู่บ้านดอนกระเดื่องมีวัดโบสถ์ เป็นวัดประจำหมู่บ้าน แต่ถูกพม่าเผาทำลายเหลืองเพียงซากปรักหักพังของเจดีย์เช่นกัน
     คนหนองขาวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก พ้นที่ทำนาทางด้านจะวันออกของหมู่บ้านเรียกกันว่า “นาทุ่ง“ หรือ “นาลุ่ม“ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีน้ำเพียงพอแก่การทำนา ส่วนทางด้านจะวันตก เรียก “ นาป่า” ซึ่งต้องรอฤดูฝน เพราะไม่มีแหล่งน้ำ

ประวัติผ้าขาวม้าร้อยสีของดีบ้านหนองขาว

     จากประวัติที่ขาวบ้านหนองขาวต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติ (ที่แห้งแล้ง) ภัยจากศึกสงคราม (เส้นทางเดินทัพ) และการดูแลที่ไม่ทั่วถึงของฝ่ายปกครอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนของอำเภอท่าม่วง ทำให้ชาวนาหนองขาวไทยโดยทั่วไป โดยผู้หญิงในครอบครัวจะทอผ้าสำหรับใช้เองและคนในครอบครัว ซึ่งการทอนั้นจะใช้กี่มือ เส้นด้ายก็จะใช้ฝ้ายปั่นเอง จึงขาดง่ายทำให้ผ้าทอช้ามากและคุณภาพไม่ค่อยดี ผ้าทอส่วนมากเป็นผ้านุ่ง ผ้าห่ม และผ้าขาวม้า
     ต่อมาเมื่อความเจริญได้แผ่กระจายจากสังคมเมืองสู่ชนบท แนวความคิดบริโภคนิยมที่มาจากประเทศทางตะวันตก ทำให้การทอผ้าในชนบทลดน้อยลง แต่ชาวบ้านหนองขาวยังคงรักษาประเพณี กิจกรรมของชาวชนบทไทยสืบมา เมื่อ พ.ศ. 2524 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดสอนการทอผ้าด้วยกี่กระตุกขึ้นที่ตำบลทุ่งสมอ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านตำบลทุ่งสมอ และได้จัดกลุ่มทอผ้าทุ่งสมอขึ้น แต่ก็ประสบปัญหาด้านการจัดการและการตลาด ทำให้กลุ่มทอผ้าทุ่งสมอไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ คุณอารีรัตน์ พฤฑฒิกุล ซึ่งได้เข้าร่วมอบรมครั้งนั้นด้วย ได้นำปัญหาของกลุ่มทอผ้า ทุ่งสมอเป็นกรณีศึกษา ถึงปัญหาและวิธีการดำเนินการแก้ไข บวกกับความรู้ที่ได้จาก การอบรม มาจัดตั้งกลุ่มทอผ้าหนองขาวขึ้นในกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาตำบลหนองขาว ซึ่งกลุ่มพัฒนาฯ ก็มีการแบ่งกลุ่มต่าง ๆ ตามความสนใจหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มทำดอกไม้ประดิษฐ์ กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงสัตว์ ประกอบกับได้รับการส่งเสริมประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง จึงทำให้ “ผ้าขาวม้าร้อยสีของดีบ้านหนองขาว” เป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมโดยการจัดงาน “สืบสานประเพณีของดีบ้านหนขาว”   
     โดยสำนักงานการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้จัดการแสดง แสง สี เสียง เป็นงานใหญ่คุณสมบัติของผ้าทอหนองขาว จะมีสีสดใส ลวดลายแปลกตา เนื้อผ้าจะเป็น มันวาวคล้ายผ้าไหม ดูแลรักษาง่าย ซักรีดตามปกติ ไม่ยืดไม่หด สีไม่ตก สวมใส่สบาย ไม่อบร้อน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เนื่องจากเป็นผ้าที่ทอขึ้นจากเส้นด้วย “ไหมประดิษฐ์” ที่มีการคัดเลือกอย่างดีและผ่านการพิสูจน์เป็นเวลานานจากผู้ใช้ทั้งในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง ส่วนลวดลายสีสันจะเป็นไปตามจินตนาการของผู้ทอ ซึ่งเป็น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้ที่ต้องการใช้ผ้าทอหนองขาว ยังสามารถที่จะออกแบบเฉพาะของตนเองได้ตามลวดลายและสีสันที่ต้องการ ซึ่งคุณอารีรัตน์ และกลุ่มสมาชิกกลุ่มทอผ้ารับรองว่า เป็นผ้าทอที่มีคุณภาพดี สีสดใส ลวดลายแปลกตา แต่ราคาถูกใจ ผ้าทอหนองขาวจึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ที่แสวงหาของฝากที่ ถูกตาในราคาที่ถูกยุค จากเมืองกาญจน์

การแสดงเรื่องไอ้บุญทอง

     “ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” เป็นละครเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้านหนองขาว จากบทประพันธ์ของ พงอนันต์ สรรพานิช เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต 1 อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวหมู่บ้านวัฒนธรรมบ้านหนองขาว โดยเริ่มแสดงครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2541 แต่แรกเริ่มนั้น “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” จัดแสดงในวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นงานประจำปีงานหนึ่งของหมู่บ้านหนองขาว โดยใช้พื้นที่ว่างของวัดอินทาราม หรือวัดหนองขาว ที่ปัจจุบันเป็นตลาดนัด เป็นที่จัดแสดงมาก่อน ต่อมา พ.ศ.2543 จึงมีการจัดสร้างที่แสดงอย่างถาวรเป็นบ้านเรือไทย 2 ชั้น ขึ้นที่ลานหน้าวัดอินทาราม โดยพื้นที่บนระเบียงบ้าน เวที ปูนหน้าบ้าน และสนามหญ้าหน้าเวที เป็นเวทีแสดง รวมทั้งเวทีด้านจ้างอีกหนึ่งเวที ขณะที่ผู้ชมถูกจัดให้ปู่เสื่อนั่งชมอยู่ตรงลานหน้าบ้านที่เป็นสนามหญ้า แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ และซุ้มไม้ไผ่หลายหลังที่ทำเป็นศาลาอาหารสำหรับแขกผู้มาเยือน
     โรงละครกลางแจ้งแห่งนี้ ได้ชื่อว่า “ บ้านไอ้บุญทอง” เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของคนหนองขาว ซึ่งมีพระครูถาวรกาญจนนิมิต เจ้าอาวาสวัดอินทาราม เป็นศูนย์รวมจิตใจและได้รับงบประมาณสนับสนุนบางส่วน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) ไม่เพียงเป็นเป็นโรงละคร ภายในบ้านไอ้บุญทอง ยังรวบรวมข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านหนองขาวไว้ให้ชมด้วย โดยจัดเป็นห้องต่าง ๆ เช่น ห้องครัว จำลองบรรยากาศครัวไทยพื้นบ้านและอุปกรณ์ในการหุงต้มแบบโบราณ ห้องนอน มีเปลเด็ก ที่ผูกขึ้นด้วยผ้าขาวม้าพื้นบ้านหนองขาว และยังมีภาพถ่ายขาว –ดำ สมัยเก่าติดไว้ให้ชมตามฝาห้อง เช่น ภาพคนหนองขาวสมัยก่อน ภาพเชยศึกในเมืองกาญจน์เมื่อครั้งสงครามโลก ครั้งที่ 2
     ปัจจุบันบ้านไอ้บุญทอง เป็นจุดรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมหมู่บ้านหนองขาว โดยจัดให้เป็นลานวัฒนธรรม สำหรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมพื้นบ้านและการแสดง “วัฒนธรรมบันเทิง” หรือละครเรื่อง “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” พร้อมกับการรับประทานอาหารค่ำแบบพื้นบ้าน ผู้ที่สนใจไม่ต้องรอให้ถึงวันสงกรานต์ เพียงแต่ติดต่อจองล่วงหน้ามาเป็นหมู่คณะ ก็สามารถร่วมงาน “ค่ำคืนหนึ่งที่บ้านหนองขาว “ พร้อมชม “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว “ ได้ บริเวณใกล้กันกับบ้านไอ้บุญทอง ที่เดิมเป็นอาคารเรียนเก่าแก่ของวันอินทาราม ชื่อ อาคารโกวิทอินทราทร ซึ่ง หลวงพ่อสมุห์พยอม โกวิทโก ที่ชาวบ้านเคารพศรัทธา เป็นผู้ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2480 กำลังดำเนินการตกแต่งเพื่อจัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์บ้านหนองขาว ภายในพิพิธภัณฑ์ มีการจัดเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนหนองขาว ตลอดจนเรื่องราวความเชื่อ เช่น หม้อยาย ประเพณีสำคัญ เช่น สวดพระมาลัย การทำมาหากิน โดยจัดแสดงเรื่องราวเป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ สุวรรณภูมิ เส้นทางเดินทัพในสมัยโบราณ ภูมิประเทศของหนาวขาว คนหนองขาว ผู้หญิงหนองขาว ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ขอบคุณที่มาของข้อมูลและรูปภาพ
th.wikipedia.org
nongkhao.com

กาญจนบุรี:ท่ามะกา

Posted by marita On April - 8 - 2009 Comments Off

อำเภอท่ามะกา

ประวัติความเป็นมา
     อำเภอท่ามะกาจากการบันทึกของนักประวัติศาสตร์ชื่อ  สถิต  เลิศวิชัย  ได้บันทึกไว้ว่าอำเภอท่ามะกานั้น  เดิมชื่อ  “ อำเภอลาดบัวขาว ”  ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2445  โดยเอพื้นที่เขตตำบลท่าผา  ตำบลธรรมเสน  และตำบลลาดบัวขาว  รวมกันตั้ง  เป็นอำเภอลาดบัวขาว  ในสมัยนั้นยังขึ้นอยู่กับจังหวัดราชบุรี  (ขณะนี้ที่ตั้งของอำเภอลาดบัวขาวเดิม  เป็นที่ตั้งของวัดลาดบัวขาว  อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี  อยู่ตรงข้ามวัดโกสินารายณ์  คนละฝั่งของแม่น้ำแม่กลองในปัจจุบัน)
     ต่อมาในปี พ.ศ. 2446  หรือรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) 124  ทางราชการได้ย้ายที่ตั้งที่ว่าการอำเภอลาดบัวขาวมาตั้งใหม่ที่ ตำบลพงตึก  และได้เปลี่ยนชื่ออำเภอจากอำเภอลาดบัวขาวเป็น  อำเภอพระแท่น  ทั้งนี้เพราะในเขตอำเภอมีปูชนียสถานที่สำ คัญในทางพระพุทธศาสนาคือ พระแท่นดงรังซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี โดยทั่วไปของชาวพุทธ
     ต่อมาในปี  พ.ศ. 2453  สมัยขุนศรีสรนาสน์นิคม  หรือมหาจันทร์  ปุญสิริ  เป็นนายอำเภอ  ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอพระ แท่น  จากตำบลพงตึกมาตั้งใหม่ที่หมู่บ้าน  ถ้ำมะกา  อยู่ทางฝั่งด้านขวาของแม่น้ำแม่กลอง  โดยซื้อที่ดินของขุนอารักษ์ดรุณกิจ  จำนวน  10  ไร่  20 ตารางวา เป็นเงิน  120 บาท และที่ดินของ นายชื่น  จำนวน  2  ไร่  1  งาน  60  ตารางวา  เป็นเงิน 120 บาท  รวมเป็นเนื้อที่ของอำเภอ  12  ไร่  1 งาน  80  ตารางวา  ใช้เป็นที่สร้างที่ว่าการอำเภอพระแท่นหลังใหม่  เนื่องจากที่ท่าน้ำหน้า อำเภอมีต้นมะกาต้นใหญ่  ต่อมาในปี  พ.ศ. 2460  สมัยขุนรามบุรีรักษ์ (แอร่ม  สุนทรศารทูล) เป็นนายอำเภอ  จึงได้เปลี่ยนชื่อ อำเภอใหม่จาก  อำเภอพระแท่น  เป็น  อำเภอท่ามะกา ซึ่งยังคงขึ้นอยู่กับท้องที่จังหวัดราชบุรี จนกระทั่งปี  พ.ศ. 2480  จึงได้โอนมาขึ้นกับท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี จนถึงปัจจุบัน
     ต่อมาในปี  พ.ศ.2516  สมัยนายชวเลิศ  ปริยานนท์  ดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่ามะกา  การคมนาคมโดยสะดวกขึ้นมาก  ถนนสายกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี  มีสภาพดี  ประชาชนมาปลูกบ้านอาศัยริมถนนแสงชูโตกันมากขึ้น  การคมนาคมทางน้ำ มีน้อยมาก  นายอำเภอและประชาชนจึงพร้อมใจกันมาตั้งที่ว่าการอำเภอท่ามะกา  ในสถานที่แห่งใหม่  ติดถนนแสงชูโต  โดยมีบุคคลที่เห็นประโยชน์ต่อทางราชการโดยส่วนรวมบริจาคที่ดินให้สร้างที่ว่าการอำเภอท่ามะกาประกอบด้วย
 1. ร.ท.นพคุณ มานะกิจ บริจาคที่ดิน   จำนวน  11 ไร่  1 งาน  27 ตารางวา คิดเป็นเงิน 1,826,000 บาท
 2. นายวสันต์ สมพงษ์ บริจาคที่ดิน   จำนวน  1 ไร่  2 งาน  24 ตารางวา คิดเป็นเงิน 263,110  บาท
 3. นางซ่อน เรืองพิริยะ บริจาคที่ดิน 2 งาน 2 ตารางวา คิดเป็นเงิน  83,830 บาท
 4.นายแฮ สุโขทัย บริจาคที่ดิน 1 งาน  63 ตารางวา คิดเป็นเงิน 45,000 บาท
     และพร้อมกันนี้อำเภอก็ได้งบประมาณสร้างที่ว่าการอำเภอ  จากกรมการปกครองเป็นจำนวนเงิน  500,000  บาท  มีประชาชนบริจาคสมทบอีก  850,000  บาท  ที่ว่าการอำเภอท่ามะกาหลังใหม่จึงก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย  เมื่อวันที่  29  มิถุนายน  2516  ได้ประกอบพิธีเปิดเมื่อ วันจันทร์ที่   5 สิงหาคม  2517  โดยนาเวทย์  นิจถาวร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี  เป็นประธาน
     ต่อมาในปี  พ.ศ. 2539  สมัยนายอุทัย  นิตย์โชติ  ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเห็นว่าประชากรของอำเภอมีจำนวนมากขึ้น  ที่ว่าการอำเภอมีขนาดเล็กไม่สามารถบริการประชาชนในท้องที่ที่มาใช้บริการ  จึงทำการก่อสร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง  เป็นเงิน 5,795,000 บาท เป็นอาคารเฉลิมพระเกียรติ  เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ  50  ปี  ได้ทำการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่  11  มิถุนายน  2539  โดยมี  นายสุชาญ  พงษ์เหนือ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี  มาเป็นประธาน และอาคารได้เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่  18  เมษายน  2540  โดยมีนายประมวล  รุจนเสรี อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานในพิธี

สถานที่ท่องเที่ยว
     โบราณสถานพงตึก สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณสมัยทวารวดี และได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธและพราหมณ์ มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 ทั้งนี้เนื่องจากกรมศิลปากรได้ขุดพบโบราณวัตถุสมัยทวารวดีเป็นจำนวนมากที่พงตึกเมื่อปี พ.ศ. 2470 เช่น ตะเกียงทองสำริดโรมัน พระพิมพ์ดินเผา พระนารายณ์สลักจากศิลา พระพุทธรูป ฯลฯ และต่อมาในปี พ.ศ. 2477 ดร.เวลส์ ผู้แทนสมาคมค้นคว้าวัตถุโบราณจากประเทศอินเดีย ได้เดินทางมาสำรวจและขุดค้นโบราณวัตถุเพิ่มเติมที่พงตึกและยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองโบราณที่เจริญรุ่งเรืองมากเมื่อสมัยพันปีมาแล้ว ปัจจุบันโบราณวัตถุบางส่วนที่ขุดค้นนำไปเก็บไว้ที่วัดดงสัก บางส่วนอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่กรุงเทพฯ
การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางใต้ประมาณ 37 กิโลเมตร หากมาจากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 92–93 จะมีป้ายบอกทางเข้าซ้ายมือไปโบราณสถานพงตึก เมื่อข้ามสะพานจันทรุเบกษา จะผ่านวัดดงสักซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ จากนั้นให้ตรงไปจนผ่านป้อมตำรวจพงตึกซึ่งอยู่ด้านขวา โบราณสถานพงตึกจะอยู่ถัดป้อมตำรวจพงตึกไปไม่ไกลนัก
     พระแท่นดงรัง สถานที่แห่งนี้เป็นวัดโบราณซึ่งมีแท่นหินขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็นพระแท่นศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นี่ อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาททำจากไม้ขนาดใหญ่แห่งเดียวในประเทศไทย ในบริเวณวัดยังมีโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ เช่น บ่อบ้วนพระโอษฐ์ วิหารพระอานนท์ ฯลฯ และยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ทุกๆ ปีประมาณกลางเดือน 4 ของไทยจะมีงานนมัสการอย่างยิ่งใหญ่
การเดินทาง จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ถึงบริเวณแยกตลาดท่าเรือ เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3081 ระหว่างกิโลเมตรที่ 9-10
     อุทยานมัจฉาวังสังกะวาส อยู่ในบริเวณพื้นที่วัดหวายเหนียว ตำบลหวายเหนียว หากมาจากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 92–93 เข้าทางเดียวกับโบราณสถานพงตึก เมื่อลงจากสะพานจันทรุเบกษา เลี้ยวขวาตรงไปตามถนนเลียบแม่น้ำแม่กลองประมาณ 3 กิโลเมตร อุทยานแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไปที่นิยมมาให้อาหารปลา เวลากลางวันจะพบปลาตะเพียน ในเวลาหนึ่งทุ่มเป็นต้นไปจึงจะพบปลาสังกะวาสซึ่งนับวันจะหาดูได้ยาก นอกจากนี้ภายในวัดหวายเหนียวยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

ขอบคุณที่มาข้อมูล
kanchanaburi.com
thamaka.com

เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค