Archive for May, 2009

   ย้อนรอยสะพานสายมรณะกาญจนบุรี 

          จังหวัดกาญจนบุรีถือได้ว่าเป็นเมืองหน้าด่านด้านทิศตะวันตกที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยประวัติศาสตร์ จนกระทั่งมาถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแต่ละช่วงสมัย ได้เกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างเห็นได้ชัดคือ สงครามเก้าทัพเป็น การรบระหว่างไทยกับพม่าหลังจากเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ผ่านไปได้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญ ขึ้นมาอีกครั้งซึ่งคนไทยมิอาจลืมมันได้ก็คืสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามมหาเอเชียบูรพา

          เช้าตรู่ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ขณะที่คนไทยกำลังหลับไหลอยู่นั้น กองทัพสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ยกพลอย่างสายฟ้าแลบขึ้นตลอดชายฝั่งทะเลไทยตั้งแต่บางปู จ.สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ทำให้ชาวไทยต่างต้องรวมตัวรวมพลังต่อสู้อย่างทรหด จอมพล.ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้สั่งให้ชาวไทยที่ออกมาต่อต้านกองกำลังของสมเด็จพระจักรพรรดิยุติการต่อต้าน ทำให้กองทัพญี่ปุ่นกว่า 5,000 คน เดินทัพเข้ากรุงเทพฯ กระจายกำลังเข้าคุมจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

          ต่อมาในวันที่ 21 ธันวาคม 2484 รัฐบาลไทยได้ลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เมื่อเวลา 10.00 น. โดยญี่ปุ่นได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเคารพเอกราชอธิปไตยและเกียรติยศของประเทศไทย โดยการเดินทัพครั้งนี้ทหารญี่ปุ่นได้สร้างทางรถไฟเพื่อใช้ลำเลียงสัมภาระเพื่อมุ่งไปยังประเทศพม่าด้วยเส้นทางเริ่มต้น ที่สถานีหนองปลาดุก เขตอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และสิ้นสุดที่เมืองตันบูซายัด ประเทศพม่า ขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ระยะทางทั้งหมดของทางรถไฟสายนี้ ราวสี่ร้อยกว่ากิโลเมตร เป็นระยะทางในเขตประเทศไทยเรา 300 กิโลเมตร

          หนองปลาดุก เป็นชื่อบ้านในเขตตำบลหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็น สถานที่ตั้งของชุมทางรถไฟสายสำคัญ สายประวัติศาสตร์ที่หลายคนรู้จักกันดี นั่นคือ ทางรถไฟสายมรณะ หนองปลาดุกห่างจากกรุงเทพฯ ราวหกสิบกว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณชั่วโมงเศษ

          การก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะสายนี้จึงได้เริมก่อสร้างเมื่อเดือนตุลาคม 2485 มีขนาดรางกว้าง 1 เมตร ยาว 400 กิโลเมตร การก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะสายนี้ถือได้ว่าเป็นการก่อสร้างทางรถไฟที่ลำบากที่สุดก็ว่าได้เพราะต้องผ่านลำน้ำแควใหญ่ ที่ ต.ท่ามะขาม จ.กาญจนบุรี แล้วตัดผ่านลำน้ำแควน้อยย้อนทวนกระแสน้ำข้ามหุบเหวและหน้าผาอันสูงชันผ่านภูเขาสูงในป่าดงดิบที่รกชัฏบริเวณเขตแดนไทยพม่าที่ด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี เพื่อไปบรรจบกับทางรถไฟในประเทศพม่าที่ญี่ปุ่นได้สร้างเอาไว้แล้วการก่อสร้างตลอดเส้นทางนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก เชลยศึกหลายหมื่นคนต้องจบชีวิตลงด้วยความทารุณของสงคราม รวมถึงโรคภัยไข้เจ็บ เนื่องจากเส้นทางต้องผ่านป่าดงดิบ และยารักษาโรคเป็นสิ่งที่หายากและขาดแคลนในภาวะสงคราม รวมทั้งเสียชีวิตลงเพราะการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะช่วงที่เลียบลำน้ำแควน้อยนี้ มีผู้ต้องสังเวยชีวิตนับพันคน

           การก่อสร้างสะพานสายมรณะสายนี้วิศวกรญี่ปุ่นคาดว่า จะแล้วเสร็จต้องใช้ เวลานาน 5-6 ปี ดังนั้น ทางกองทัพญี่ปุ่นสั่งให้เสร็จภายใน 1 ปี ทหารญี่ปุ่นจึงต้องเกณฑ์เอาไพร่พลเชลยศึกจาก มลายู สิงคโปร์ ชวา และแถบแปซิฟิก ประมาณ 61,700 คน มาทำงาน ในจำนวนดังกล่าวนี้มีชาวอังกฤษ 30,000 คน ออสเตรเลีย 13,000 คน ชาวดัชต์ หรือฮอลันดา 18,000 คน และ ชาวอเมริกา อีก 700 คน ยังมีการเกณฑ์แรงงานจากชาติอื่นๆ อีก เช่น ฮองกง ไทย อินเดีย อีกประมาณ 1 แสนคน

          การก่อสร้างสะพานสายมรณะเหล่าเชลยศึกต้องสร้างสะพานไม้ระดับต่ำไปทางท้ายน้ำ 100 เมตร การก่อสร้างสะพานแล้วเสร็จใน พ.ศ.2486 แต่กระแสน้ำได้พัดสะพานไม้หักล้มพังพินาศญี่ปุ่นจึงเปลี่ยนแผนนำชิ้นส่วนสะพานแบบสำเร็จรูปบรรทุกทางเรือมาจากชวา 11 ช่วง วางต่อกันบนตอม่อจนแล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2486 โดยใช้เวลาการก่อสร้างกว่า 7 เดือน ทำให้เหล่าเชลยศึกต้องเสียชีวิตไปอย่างน่าอนาถนับหมื่นคน

         หลังจากที่ญี่ปุ่นได้สร้างสะพานเสร็จก็ถูกกองทัพฝ่ายพันธมิตรได้นำเครื่องบินแบบ บี 24 และ บี 29 โจมตีอย่างหนักตามเส้นทางรถไฟ ทำให้สะพานช่วงที่ 4-6 ขาดจากกัน 3 ช่วง หลังจากนั้น ทหารฝ่ายพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดอีกที่ค่ายทหารญี่ปุ่นที่จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้บ้านเรือนเกิดเพลิงไหม้ ทำให้เสียหายมาก

          จุดจบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จบลง เมื่อทหารฝ่ายพันธมิตรได้ใช้เครื่องบินเอโนลาเกของสหรัฐอเมริกาจากฐานทัพทิเนียน บรรทุกระเบิดปรมาณูบินด้วยความสูง 9,600 เมตร ไปทิ้งที่กลางเมืองฮิโรชิมา ทำให้บ้านเรือนกว่า 50,000 หลังคาเรือนพังพินาศในพริบตาเดียว มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 แสนคน ต่อมาก็นำเอาระเบิดปรมาณูลูกที่ 2 ไปทิ้งที่เมืองนางาซากิราบเป็นแห่งที่สอง ทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนแก่ฝ่ายพันธมิตร โดยไม่มีเงื่อนไขต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น 

          หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทางรถไฟบางส่วนถูกเลาะทิ้ง บางส่วนจมลงอยู่ใต้ทะเลสาบของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และทางรถไฟสายนี้ กลายเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงเหตุการณ์และความโหดร้ายของสงครามครั้งนั้น รวมถึงเป็นอนุสรณ์ให้แก่ผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตในสงครามอีกด้วย

          หลังสงครามโลก เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทางรถไฟได้ตกเป็นสมบัติของรัฐบาลอังกฤษ ต่อมา รัฐบาลไทยได้ขอซื้อคืนมาในราคา ๑,๒๕๐,๐๐๐ ปอนด์ และได้รื้อรางบางส่วนบริเวณรอยต่อชายแดนไทยพม่าออกไป จากนั้นได้ซ่อมแซมทางรถไฟจนถึงสถานีน้ำตก ส่วนทางรถไฟที่เหลือ ได้กลายสภาพเป็นป่าปกคลุมตลอดทาง  ปัจจุบัน การรถไฟฯ ได้เปิดบริการขบวนรถในเส้นทางธนบุรี-น้ำตก และเส้นทางกรุงเทพฯ-น้ำตกไทรโยคน้อย เนื่องจากทิวทัศน์ตลอดเส้นทางนี้สวยงามมาก โดยเฉพาะบริเวณถ้ำกระแซ ซึ่งรถไฟจะลัดเลาะไปตามเชิงผา เลียบกับลำน้ำแควน้อย ปัจจุบัน ทางรถไฟสายนี้ สิ้นสุดที่บ้านท่าเสา หรือสถานีน้ำตก ระยะทางจากสถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตก ยาว ๗๗ กิโลเมตร

          เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า หลักฐานต่างๆ ถูกรื้อทำลายไปหมด ไม่เหลือให้เห็น ไม่ว่าจะหลุมหลบภัย หรืออื่นๆ ก็จะเหลือเพียงคำบอกเล่าของคนเก่าคนแก่ ที่จะเล่าเรื่องราวในอดีต ให้กับคนรุ่นใหม่ฟัง แต่เรื่องเล่านี้จะสืบทอดกันยาวนานชั่วลูกสืบหลานหรือไม่นั้น คงต้องอาศัยตัวหนังสือในประวัติศาสตร์ช่วยกันบอกเล่ากันด้วย

          ด้วยเหตุนี้เองสะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเส้นทางสายมรณะสายนี้ของ จังหวัดกาญจนบุรี จึงเป็นสะพานสายมรณะสายประวัติศาสตร์ของโลก และเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

 ขอบคุณที่มาข้อมูลและรูปภาพ
kanchanaburi.com
seedang.com
oknation.net

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น


น้ำตกห้วยขมิ้น
          ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อนตามแนวเหนือ – ใต้ ของเทือกเขาตะนาวศรี มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ตัวน้ำตกตั้งอยู่ ในอำเภอศรีสวัสดิ์ ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ ห่างจากกาญจนบุรีประมาณ 108 กม. น้ำตกห้วยขมิ้นมีสภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด น้ำตกแบ่งออกเป็นหลายชั้น แต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป อุทยานฯ ได้ทำทางเดินเท้าสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้น ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ในบริเวณอุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว รายละเอียดติดต่อกองอุทยานแห่งชาติ โทร. 579-0529, 579-4842

          น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีลีลาเชิงชั้นอ่อนช้อย ไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ น้ำใส สะอาด และด้วยลักษณะ ของหินปูนจึงไม่ค่อยมีตะไคร่น้ำจับที่พื้น สามารถเดินได้ดีไม่ลื่น  ตั้งอยู่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เกิดจากผืนป่าต้นน้ำแม่น้ำแควใหญ่ หรือแม่กลอง มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ น้ำตกแม่ขมิ้น เกิดจากห้วยแม่ขมิ้น เป็นชั้นน้ำตกหินปูนมีถึง 7 ชั้นด้วยกันทำให้เกิดลำห้วยแม่ขมิ้น และก่อให้เกิดน้ำตกที่สวยงามถึง 7 แห่ง ได้แก่ ชั้นที่ 1 ดงว่าน ชั้นที่ 2 ม่านขมิ้น ชั้นที่ 3 วังหน้าผา ชั้นที่ 4 ฉัตรแก้ว ชั้นที่ 5ไหลจนหลง ชั้นที่ 6 ดงผีเสื้อ ชั้นที่ 7 ร่มเกล้า และชั้นที่น่าสนใจที่สุดคือ ชั้นที่ 4 และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนที่ชั้นนี้เนื่องจากอยู่บนเทือกเขา ซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเขื่อนศรีนครินทร์



การเดินทาง
          รถยนต์ส่วนบุคคล
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม ขับมาประมาณ 9 กม. จะพบสะพานลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม. ท่านจะพบสี่แยก ให้ท่านเลี้ยวขวา ( แยกซ้ายไปบ้านโป่ง ตรงไปคือถ้ำค้างคาว) เพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยกแก่งเสี้ยน ให้ขับไปทาง อ.ศรีสวัสดิ์ เส้นทางหลวงหมายเลข 3199 เพื่อมุ่งไปยังอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทาง ก่อนจะเข้าถึงตัวอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ท่านจะผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา (ไม่ต้องเข้าไปในเขื่อนท่าทุ่งนา)
จากนั้นจะมีทางให้ท่านเลือกเดินทาง 2 ทางได้แก่
          1. ขับตรงไปโดยไม่ต้องขึ้นเนินทางชัน ที่เขียนว่าแพขนานยนต์ โดยจะเป็นทางแยกให้ขับตรงไปประมาณ 500 เมตร จะมีเจ้าหน้าที่ให้บริการอยู่ที่ด่าน เส้นนี้เป็นเส้นทางเขื่อนศรีนครินทร์ได้นะครับ จากนั้นขับมาตามทางท่านจะพบทางชันให้ท่านขับขั้นมาประมาณ 800 เมตร ก่อนจะถึงที่ทำการเขื่อนศรีนครินทร์ จะมีป้ายบอกไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ท่านสามารถขับตามถนนได้เลย ประมาณ 40 กม. ทางจะเป็นลูกลัง (แนะนำให้ใช้ทางแพขนานยนต์ดีกว่า) ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และที่นั่นก็จะเป็นตัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
          2. ทางแพขนานยนต์(รถเก๋งเดินทางสะดวก) โดยท่านจะต้องขึ้นทางชันที่เขียนว่าแพขนานยนต์ จากนั้นให้ท่านขับไปตามทางเรื่อย ๆ ตามถนนเส้นหลักนะครับ สุดทางจะเป็นแพขนานยนต์ และท่านสามารถขับรถไปบนแพขนานยนต์เพื่อข้ามฝั่งได้นะครับ (ข้ามฝั่งตรงนี้ใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน 10 นาที) หลังจากขึ้นจากแพแล้วให้ท่านขับตามทางลาดยางมาประมาณ 10 กม. ท่านจะพบกับป้ายบอกทางไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ทางจะเป็นลูกลังขับตามทางประมาณ 5 กม. ก็จะพบกับแพขนานยนต์อีกที่หนึ่งครับ ใช้เวลาข้ามประมาณ 1.30 ชม. ก็จะถึงฝั่ง หลังจากขึ้นจากฝั่งให้ท่านขับตามป้ายน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นประมาณอีก 5 กม. ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และที่นั่นก็จะเป็นตัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
          เรือเหมา ขึ้นที่ท่าหม่องกระแทะหรือท่าเรือท่ากระดาน ซึ่งอยู่ห่างจากทางแยกเข้าเขื่อนศรีนครินทร์ประมาณ 12กิโลเมตร ราคา 1,500 (10 คน) – 3,000(30 คน) บาท เมื่อถึงท่าห้วยแม่ขมิ้นเดินขึ้นไป 200 เมตร ถึงตัวน้ำตก
         รถโดยสาร สามารถขึ้นรถสองแถวจากบริเวณวัดทุ่งลาดหญ้าในเขตอำเภอเมือง ผ่านบ้านต้นมะพร้าว บ้านน้ำมุด พุดตาเซียน ถึงน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น รถออกเวลาประมาณ 12.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง (หมายเหตุ – เวลารถโดยสารอาจเปลี่ยน)

ขอบคุณที่มารูปภาพ
moohin.com
pantown.com
ขอบคุณที่มาข้อมูล
moohin.com
annaontour.com
tripperclub.com

เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค