
อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
เมืองสิงห์เป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมขอม อยู่สุดชายแดนทางด้านตะวันตกของไทย มีกำแพงเมืองขนาด 800×900ม. เนื้อที่ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ในเมืองมีสระน้ำหกสระและโบราณสถานสำคัญสี่แหง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตกของเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำ คันดินเจ็ดชั้น แต่ละชั้น*งกันไม่มากนัก บางส่วนยังมีร่องรอยเหลือให้เห็นได้ชัดเจน
ประวัติ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมืองสิงห์และโบราณสถานภายในเมืองสร้างขึ้นเมื่อใด จากโบราณสถานที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบขอมสมัยบายน (มีอายุในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ผสมผสานกับศิลปะทวารวดีโดยฝีมือช่างพื้นเมืองซึ่งหยาบกว่าฝีมือช่างขอมที่ปราสาทบายน นครธม มาก ทำให้สันนิษฐานว่า เมืองสิงห์มีอายุ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งพุทธศาสนานิกายมหายานจากกัมพูชา แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนหน้าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์
ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขุดแต่งบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2529 และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี
สิ่งที่น่าสนใจ
ปราสาทเมืองสิงห์(โบราณสถานหมายเลข 1)สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นิกายมหายาน ปราสาทตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง มีทางเดินรูปกากบาทเชื่อมระหว่างประตูเมืองด้านทิศตะวันออกกับซุ้มประ*้านหน้า แต่ก่อสร้างเยื้องกันเล็กน้อย ไม่ตรงพอดีเหมือนที่อื่น ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ฉาบปูน ประดับลวดลายปูนปั้น มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ศิลาแลงที่ใช้ก่อสร้างได้มาจากเมืองครุฑ ซึ่งเป็นแหล่งตัดหินริมแม่น้ำแควน้อย *งจากเมืองสิงห์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กม.
ด้านหน้าปราสาทมีลานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่มุมทั้งสี่ของลานแอ่งตื้นๆ ขนาดเล็ก รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบแอ่งเป็นหลุมสี่เหลี่ยมตื้นๆ ขนาดเท่าก้อนศิลาแลงเรียงกันอยู่เป็นคู่ สันนิษฐานว่า ใช้สำหรับวัดระยะในการสร้างโบราณสถานแห่งนี้
ปราสาทเมืองสิงห์มีส่วนประกอบดังนี้
ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขยื่นออกไปรับกับมุขของโคปุระ(ซุ้มประตู) ทั้งสี่ทิศ หน้าปรางค์ด้านตะวันออก สันนิษฐานว่าทำเป็นระเบียงเครื่องไม้รูปกากบาท มุงหลังคาด้วยกระเบื้องกาบกล้วย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงฐานอาคาร เนื่องจากปรางค์ส่วนยอดพังทลายลงมาหมดแล้ว พบเพียงกลีบบัวส่วนยอดสลักด้วยหินทราย ตกอยู่ใกล้โคปุระทางทิศตะวันตก
ภายในปรางค์ ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปางเปล่งรัศมี พระนางปรัชญาปารมิตา พระพุทธรูปนาคปรกหินทราย ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้นำรูปจำลองของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาประดิษฐานไว้ ส่วนองค์จริงนำไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
โคปุระ (ซุ้มประตู) และระเบียงคด อยู่ล้อมรอบปรางค์ประธานทั้งสี่ทิศ ด้านทิศเหนือและทิศใต้พังทลาย เหลือเพียงเรือนธาตุ ด้านทิศตะวันตกที่สมบูรณ์ มากที่สุด ปัจจุบันดิษฐานรูปจำลองของพระนางปรัชญาปารมิตา โคปุระทุกด้านมีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกัน มีผนังสองด้าน หลังคาเป็นศิลาแลงเรียงซ้อนเหลี่ยมเป็นเส้นโค้ง มีบราลีดินเผาประดับอยู่บนสันหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้นกมาเกาะสันหลังคา ระเบียบด้านที่สมบูรณ์ที่สุดคือด้านที่เชื่อมระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
บรรณาลัย สร้างขึ้นเพื่อเก็บคัมภีร์ทางศาสนา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ประตูทางเข้าอยู่ด้านตะวันตก ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้มีช่องหน้าต่างเล็กๆ ตำแหน่งการสร้างเช่นนี้พบในศาสนสถานอีกหลายแห่งที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมนที่
7
กำแพงแก้ว เป็นกำแพงล้อมรอบตัวปราสาท ส่วนใหญ่พังทลายเกือบหมด มีลักษณะเป็นกำแพงศิลาแลงสูง มีศิลาแลงคล้ายใบเสมาวางเรียงกันอยู่บนสันแนวกำแพง
โบราณสถานหมายเลข 2 อยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทเมืองสิงห์ สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น ลักษณะพื้นเมืองคล้ายศิลปะทวารวดี ประกอบด้วยปรางค์ประธานตั้งอยู่ตรงกลาง มีโคปุระสี่ด้านเชื่อมกันด้วยระเบียงคด โคปุระตะวันออกอยู่*งจากปรางค์ประธานมากกว่าด้านอื่นๆ แต่ระเบียงคดด้านตะวันออกมีเพียงฐาน ไม่มีผนังและหลังคาคลุมตามแบบแผนที่ควรเป็น เมื่อทำระเบียงคดระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือกับทิศใต้แล้ว ทำให้ดูเหมือนเป็นปรางค์สามองค์เรียงกัน
โบราณสถานหมายเลข 3 ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วด้านตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทเมืองสิงห์ มีสภาพชำรุดมาก ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทใด ร่องรอยเหลือเฉพาะแนวฐานของโบราณขนาดเล็ก ภายในกลวง ฐานชั้นล่างเป็นฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลง ถัดขึ้นมาเป็นฐานปัทม์ ก่อด้วยอิฐ ชั้นบนสุดก่อนด้วยศิลาแลง
โบราณสถานหมายเลข 4 อยู่ใกล้กับโบราณสถานหมายเลข 3 มีสภาพชำรุดมากเช่นกัน ตัวอาคารก่อศิลาแลงเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นระยะสี่ห้อง พื้นบางส่วนปูศิลาแลง มีกรวดแม่น้ำและทรายอัดแน่น
อาคารจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ จัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวในการบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ รวมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุหลายชื้นที่หักพังและค้นพบในช่วงบูรณะ เช่นลวดลาย ปูนปั้น เศษกระเบื้อง บราลี กลีบขนุน ภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนพระพักตร์ของพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ รูปจำลองพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา และพระพุทธรูปนาคปรกหินทรายอีกหลายองค์(องค์จริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) เทวรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นำมาจากกัมพูชา ส่วนพระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะลพบุรีฝีมือช่างพื้นเมือง
หลุมขุดค้นทางโบราณคดี อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ ในหลุมขุดค้นพบโครงกระดูกสี่โครง และเครื่องมือเครื่องใช้ ทั้งภาชนะสำริด ดินเผา เครื่องมือเหล็ก สร้อยคอทำด้วยลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว รวมทั้งพบแกลบข้าวติดอยู่ที่ขวานสำริดข้างศพด้วย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ฝังศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในราว 2,000 ปีก่อน ซึ่งแสดงว่ามีการตั้งชุมชนกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยนานมาแล้ว และมีพิธิกรรมการฝังศพที่แยกตามฐานะอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการจัดแสดงโครงกระดูกที่สภาพสมบูรณ์เอาไว้ในหลุมขุดค้นสองโครง ส่วนที่เหลือนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ที่ตั้งและการเดินทาง
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ที่บ้านปากกิเลน หมู่1 ต.วังสิงห์ อ.ไทรโยค อยู่*งจาก อ.เมืองกาญจนบุรีประมาณ 43 กม.
รถยนต์ส่วนตัว
มาตามทางหลวงหมายเลข 323(กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ) ประมาณ 17 กม จะมีทางแยกซ้ายมือ มีป้ายบอกทางชัดเจน จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข 3455 อีกประมาณ 9 กม เมื่อถึงสามแยก ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 200ม. จะถึงปากทางเข้า
รถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถกาญจนบุรี-สังขละบุรี หรือกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ มาลงที่แยกปากกิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าไป ส่วนขากลับต้องนัดหมายให้รถมารับ
รถไฟ ขึ้นรถไฟสายธนบุรี-น้ำตก มาลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
อัตราค่าเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท นักท่องเที่ยวที่ต้องการขอวิทยากรนำชม หรือสอบถามรายละเอียด ติดต่อได้ที่ที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โทร. (034) 591-122
ขอบคุณที่มาข้อมูล
trekkingthai.com