Archive for the ‘Uncategorized’ Category

อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์

         ใครที่มีโอกาสได้ ดูหนัง ผีสุดสยองขวัญเรื่อง 5 แพร่ง คงจะแอบหลอน (จริงมั้ย) โดยเฉพาะตอน “หลาวชะโอน” ก็แหม…ทั้งน่ากลัว ทั้งตื่นเต้น แถมบรรยากาศยังเป็นใจอีกต่างหาก อะ ๆ แต่ในความหลอนยังมีความสงสัยตามมาอีกว่า สถานที่ถ่ายทำคือที่ไหน จังหวัดอะไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเปิดประตูสู่โลกกว้าง ท่องเที่ยว “หลาวชะโอน” กันค่ะ…

         สำหรับสถานที่ถ่ายทำหนัง 5 แพร่ง ตอน “หลาวชะโอน” คือ “อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์” ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่ไม่มาก แต่มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 59 ตารางกิโลเมตร หรือ 36,875 ไร่

 

หลาวชะโอน1

          หลาวชะโอน หรือ อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ อยู่ในเขตเทือกเขาภาคตะวันตก ลักษณะพื้นที่โดยทั่วไปประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 240-1,257 เมตร ประกอบด้วย เขากำแพง เขาไม้หอม เขาพุช้างหมอบ เทือกเขาเหล่านี้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของห้วยแม่พลู ห้วยตะกวด ห้วยแม่กระพร้อย และห้วยกระพร้อม จุดสูงสุดคือ “ยอดเขากำแพง” มีความสูงประมาณ 1,260 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สภาพภูมิอากาศในพื้นที่แห่งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน มีความชื้นในอากาศสูง มีเมฆมาก ฝนตกหนัก ส่วนสภาพอากาศจะหนาวเย็น ท้องฟ้าโปร่ง มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 16 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม

          มีจุดเด่นและธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตก หน้าผา และถ้ำธารลอด ที่นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดจากการยุบตัวของหินปูน ประกอบกับการกัดเซาะของน้ำทำให้เขาหินปูนกลายเป็นสะพานธรรมชาติขนาดมหึมา และมีหลักฐานแสดงถึงด้านประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า บริเวณนี้อยู่ในเส้นทางที่กองทัพพม่ายกมาตีกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากพบซากอาวุธโบราณ โครงกระดูก เครื่องรางของขลังอยู่กระจายทั่วไป และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นก็ได้เดินทัพผ่านบริเวณนี้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมี้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ ดังนี้…

 

หลาวชะโอน 2

           ถ้ำธารลอดน้อย

          อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 100 เมตร ตัวถ้ำจะมีความยาวประมาณ 300 เมตร ปากถ้ำกว้างประมาณ 25 เมตร สูงประมาณ 10 เมตร มีธารน้ำไหลลอดใต้ถ้ำ ทำให้บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย อุทยานแห่งชาติได้จัดทำระบบไฟฟ้าสำหรับส่องสว่างและทางเดินลัดเลาะไปตามลำห้วยในถ้ำ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยปรากฏเป็นรูปต่าง ๆ ยามเมื่อกระทบกับแสงไฟจะส่องประกายระยิบระยับงามจับตามาก โดยเฉพาะบริเวณกลางโถงถ้ำ ผนังถ้ำด้านขวามือเป็นหินปูนฉาบลักษณะคล้ายน้ำตก สวยงามมาก ภายในถ้ำยังมี “หมาน้ำ” หรือ “เขียดว้าก” ซึ่งส่งเสียงร้องคล้ายสุนัข เมื่อเดินทะลุถ้ำธารลอดน้อยแล้ว จะพบกับสภาพป่าที่ร่มรื่น และมีทางเดินต่อไปถ้ำธารลอดใหญ่ ซึ่งมีระยะทางอีกประมาณ 2,200 เมตร

 

หลาวชะโอน3

           ถ้ำธารลอดใหญ่

          ถ้ำธารลอดใหญ่ มีลักษณะคล้ายสะพานหินธรรมชาติ มีความกว้าง 60 เมตร ตัวถ้ำด้านล่างยาว 60 เมตร กว้าง 40 เมตร และสูง 40 เมตร บนเพดานถ้ำมีโพรงขนาดใหญ่ที่แสงแดดส่องลอดเข้ามาในถ้ำได้ ทำให้ภายในถ้ำสว่างและมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ตามพื้นถ้ำ ที่ฟากหนึ่งของผนังถ้ำมีภาพเขียนสีรูปพญานาค ซึ่งชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของ “พญานาค” นอกจากนี้ แล้วยังมีหลักฐานปรากฏว่าบริเวณนี้เป็นที่ฝังศพของมนุษย์โบราณ จากการค้นพบโครงกระดูกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันนำไปจัดไว้ให้ชมที่พิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณ โครงการพระราชดำริห้วยองคต อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี

          การเดินทางไปถ้ำธารลอดใหญ่ สามารถเดินเท้าจากถ้ำธารลอดน้อย ซึ่งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ไปตามทางเดินก็จะถึงถ้ำธารลอดใหญ่ ระยะทางประมาณ 2,200 เมตร เส้นทางบางช่วงต้องไต่เขาสูงชัน โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านน้ำตกไตรตรึงษ์ นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางไปถ้ำธารลอดใหญ่โดยทางรถยนต์ จากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปทางบ้านท่าลำไย ประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวไปวัดถ้ำธารลอดใหญ่อีก 18 กิโลเมตร เป็นเส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยเส้นทางควรขับรถด้วยความระมัดระวัง

หลาวชะโอน4

           น้ำตกไตรตรึงษ์

          อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 1.5 กิโลเมตร ตามเส้นทางเดินสู่ถ้ำธารลอดใหญ่ซึ่งจะผ่านป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าไผ่ ไปจนถึงน้ำตกไตรตรึงษ์ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ชั้น จากน้ำตกชั้นล่างต้องเดินไต่ลัดเลาะไปตามหน้าผาริมน้ำตกจนถึงชั้นบนสุด

หลาวชะโอน5

           น้ำตกธารเงิน-ธารทอง

          เป็นสองน้ำตกที่อยู่ใกล้กัน มีน้ำมากเฉพาะในช่วงหน้าฝน ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร น้ำตกธารเงินเป็นน้ำตกสูงถึง 7 ชั้น ที่สวยงามมาก แต่ละชั้นจะมีชื่อต่างกัน เช่น เกล็ดเงิน ประกายเงิน อ่างเงิน เป็นต้น

สิ่งอำนวยความสะดวก

          – มีลานจอดรถให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

          – มีร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยว

          – มีบ้านพักให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

          – มีเต็นท์และสถานที่กางเต็นท์ ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว การสำรองที่พักเต็นท์สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดและสำรองที่พักเต็นท์ได้ กับอุทยานแห่งชาติโดยตรง

          – มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติ นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขอรับบริการข้อมูลได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 8.00 – 16.30 น.

สถานที่ติดต่อ

          อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ ปท.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี  71220 โทรศัพท์ 0 3454 7020 (VoIP), 0 3451 9606 อีเมล reserve@dnp.go.th

หลาวชะโอน6

การเดินทาง

          รถยนต์
    
          จากตัวเมืองออกไปทางถนนสายกาญจนบุรี-เขื่อนศรีนครินทร์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3199) เป็นระยะทาง 16 กิโลเมตร เลี้ยวขวาที่ตลาดอำเภอลาดหญ้าไปทางอำเภอบ่อพลอย ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3086 (ถนนสายกาญจนบุรี-บ่อพลอย-ด่านช้าง) อีกประมาณ 68 กิโลเมตร ถึงหนองปรือ แล้วเลี้ยวซ้ายมุ่งสู่ถ้ำธารลอดอีก 22 กิโลเมตร รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 234 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ

          ใครที่กำลังอินกับ 5 แพร่ง ก็อย่าลืมแวะไปสัมผัส “อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์” สถานที่ตอน “หลาวชะโอน” นะจ๊ะ…

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
kapook.com

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

         เมืองสิงห์เป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมขอม อยู่สุดชายแดนทางด้านตะวันตกของไทย มีกำแพงเมืองขนาด 800×900ม. เนื้อที่ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ในเมืองมีสระน้ำหกสระและโบราณสถานสำคัญสี่แหง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตกของเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำ คันดินเจ็ดชั้น แต่ละชั้น*งกันไม่มากนัก บางส่วนยังมีร่องรอยเหลือให้เห็นได้ชัดเจน

  

 

         ประวัติ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมืองสิงห์และโบราณสถานภายในเมืองสร้างขึ้นเมื่อใด จากโบราณสถานที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบขอมสมัยบายน (มีอายุในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ผสมผสานกับศิลปะทวารวดีโดยฝีมือช่างพื้นเมืองซึ่งหยาบกว่าฝีมือช่างขอมที่ปราสาทบายน นครธม มาก ทำให้สันนิษฐานว่า เมืองสิงห์มีอายุ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งพุทธศาสนานิกายมหายานจากกัมพูชา แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนหน้าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์

  

 

         ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขุดแต่งบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2529 และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี

สิ่งที่น่าสนใจ

         ปราสาทเมืองสิงห์(โบราณสถานหมายเลข 1)สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นิกายมหายาน ปราสาทตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง มีทางเดินรูปกากบาทเชื่อมระหว่างประตูเมืองด้านทิศตะวันออกกับซุ้มประ*้านหน้า แต่ก่อสร้างเยื้องกันเล็กน้อย ไม่ตรงพอดีเหมือนที่อื่น ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ฉาบปูน ประดับลวดลายปูนปั้น มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ศิลาแลงที่ใช้ก่อสร้างได้มาจากเมืองครุฑ ซึ่งเป็นแหล่งตัดหินริมแม่น้ำแควน้อย *งจากเมืองสิงห์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กม.

  

 

         ด้านหน้าปราสาทมีลานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่มุมทั้งสี่ของลานแอ่งตื้นๆ ขนาดเล็ก รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบแอ่งเป็นหลุมสี่เหลี่ยมตื้นๆ ขนาดเท่าก้อนศิลาแลงเรียงกันอยู่เป็นคู่ สันนิษฐานว่า ใช้สำหรับวัดระยะในการสร้างโบราณสถานแห่งนี้

ปราสาทเมืองสิงห์มีส่วนประกอบดังนี้

         ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขยื่นออกไปรับกับมุขของโคปุระ(ซุ้มประตู) ทั้งสี่ทิศ หน้าปรางค์ด้านตะวันออก สันนิษฐานว่าทำเป็นระเบียงเครื่องไม้รูปกากบาท มุงหลังคาด้วยกระเบื้องกาบกล้วย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงฐานอาคาร เนื่องจากปรางค์ส่วนยอดพังทลายลงมาหมดแล้ว พบเพียงกลีบบัวส่วนยอดสลักด้วยหินทราย ตกอยู่ใกล้โคปุระทางทิศตะวันตก

 

 

ภายในปรางค์ ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปางเปล่งรัศมี พระนางปรัชญาปารมิตา พระพุทธรูปนาคปรกหินทราย ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้นำรูปจำลองของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาประดิษฐานไว้ ส่วนองค์จริงนำไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

         โคปุระ (ซุ้มประตู) และระเบียงคด อยู่ล้อมรอบปรางค์ประธานทั้งสี่ทิศ ด้านทิศเหนือและทิศใต้พังทลาย เหลือเพียงเรือนธาตุ ด้านทิศตะวันตกที่สมบูรณ์ มากที่สุด ปัจจุบันดิษฐานรูปจำลองของพระนางปรัชญาปารมิตา โคปุระทุกด้านมีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกัน มีผนังสองด้าน หลังคาเป็นศิลาแลงเรียงซ้อนเหลี่ยมเป็นเส้นโค้ง มีบราลีดินเผาประดับอยู่บนสันหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้นกมาเกาะสันหลังคา ระเบียบด้านที่สมบูรณ์ที่สุดคือด้านที่เชื่อมระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

        

         บรรณาลัย สร้างขึ้นเพื่อเก็บคัมภีร์ทางศาสนา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ประตูทางเข้าอยู่ด้านตะวันตก ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้มีช่องหน้าต่างเล็กๆ ตำแหน่งการสร้างเช่นนี้พบในศาสนสถานอีกหลายแห่งที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมนที่

 

 

         กำแพงแก้ว เป็นกำแพงล้อมรอบตัวปราสาท ส่วนใหญ่พังทลายเกือบหมด มีลักษณะเป็นกำแพงศิลาแลงสูง มีศิลาแลงคล้ายใบเสมาวางเรียงกันอยู่บนสันแนวกำแพง

         โบราณสถานหมายเลข 2 อยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทเมืองสิงห์ สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น ลักษณะพื้นเมืองคล้ายศิลปะทวารวดี ประกอบด้วยปรางค์ประธานตั้งอยู่ตรงกลาง มีโคปุระสี่ด้านเชื่อมกันด้วยระเบียงคด โคปุระตะวันออกอยู่*งจากปรางค์ประธานมากกว่าด้านอื่นๆ แต่ระเบียงคดด้านตะวันออกมีเพียงฐาน ไม่มีผนังและหลังคาคลุมตามแบบแผนที่ควรเป็น เมื่อทำระเบียงคดระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือกับทิศใต้แล้ว ทำให้ดูเหมือนเป็นปรางค์สามองค์เรียงกัน

 

         โบราณสถานหมายเลข 3 ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วด้านตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทเมืองสิงห์ มีสภาพชำรุดมาก ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทใด ร่องรอยเหลือเฉพาะแนวฐานของโบราณขนาดเล็ก ภายในกลวง ฐานชั้นล่างเป็นฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลง ถัดขึ้นมาเป็นฐานปัทม์ ก่อด้วยอิฐ ชั้นบนสุดก่อนด้วยศิลาแลง

 

 

         โบราณสถานหมายเลข 4 อยู่ใกล้กับโบราณสถานหมายเลข 3 มีสภาพชำรุดมากเช่นกัน ตัวอาคารก่อศิลาแลงเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นระยะสี่ห้อง พื้นบางส่วนปูศิลาแลง มีกรวดแม่น้ำและทรายอัดแน่น

 

          อาคารจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ จัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวในการบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ รวมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุหลายชื้นที่หักพังและค้นพบในช่วงบูรณะ เช่นลวดลาย ปูนปั้น เศษกระเบื้อง บราลี กลีบขนุน ภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนพระพักตร์ของพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ รูปจำลองพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา และพระพุทธรูปนาคปรกหินทรายอีกหลายองค์(องค์จริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) เทวรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นำมาจากกัมพูชา ส่วนพระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะลพบุรีฝีมือช่างพื้นเมือง

 

          หลุมขุดค้นทางโบราณคดี อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ ในหลุมขุดค้นพบโครงกระดูกสี่โครง และเครื่องมือเครื่องใช้ ทั้งภาชนะสำริด ดินเผา เครื่องมือเหล็ก สร้อยคอทำด้วยลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว รวมทั้งพบแกลบข้าวติดอยู่ที่ขวานสำริดข้างศพด้วย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ฝังศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในราว 2,000 ปีก่อน ซึ่งแสดงว่ามีการตั้งชุมชนกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยนานมาแล้ว และมีพิธิกรรมการฝังศพที่แยกตามฐานะอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการจัดแสดงโครงกระดูกที่สภาพสมบูรณ์เอาไว้ในหลุมขุดค้นสองโครง ส่วนที่เหลือนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ที่ตั้งและการเดินทาง

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ที่บ้านปากกิเลน หมู่1 ต.วังสิงห์ อ.ไทรโยค อยู่*งจาก อ.เมืองกาญจนบุรีประมาณ 43 กม.

 

 

รถยนต์ส่วนตัว

มาตามทางหลวงหมายเลข 323(กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ) ประมาณ 17 กม จะมีทางแยกซ้ายมือ มีป้ายบอกทางชัดเจน จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข 3455 อีกประมาณ 9 กม เมื่อถึงสามแยก ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 200ม. จะถึงปากทางเข้า

 

 

รถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถกาญจนบุรี-สังขละบุรี หรือกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ มาลงที่แยกปากกิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าไป ส่วนขากลับต้องนัดหมายให้รถมารับ

 

 

รถไฟ ขึ้นรถไฟสายธนบุรี-น้ำตก มาลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

 

อัตราค่าเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

          อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท นักท่องเที่ยวที่ต้องการขอวิทยากรนำชม หรือสอบถามรายละเอียด ติดต่อได้ที่ที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โทร. (034) 591-122

ขอบคุณที่มาข้อมูล
trekkingthai.com

วัดถ้ำพุทธวาส (ถ้ำพุพระหรือวัดถ้ำขุนแผน)

         วัดถ้ำขุนแผน แต่เดิมมีชื่อว่า ถ้ำพุพระ เพราะมีการพบพระพิมพ์รุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง ต่อมามีการจัดตั้งวัดขึ้นจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดถ้ำขุนแผน เป็นถ้ำขนาดใหญ่ อยู่สูงจากพื้นราบประมาณ 100 เมตร มีบันไดคอนกรีตประมาณ 190 ขั้น จากพื้นราบจนถึงปากถ้ำ ภายในถ้ำพบหินงอกหินย้อยสวยงาม  

          ถ้ำพุพระ ตั้งอยู่บนภูเขาสูง อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควใหญ่ ในเขตตำบลหนองบัว อำเภอเมืองกาญจนบุรี  มีประวัติเล่าว่า ขุนแผน ได้นำเอากุมารทอง มาย่าง ในถ้ำนี้ ถ้ำพุพระ ห่างจากเมืองกาญจนบุรีประมาณ 15 กิโลเมตร โดยอยู่เยื้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรีเล็กน้อย  อยู่บนเส้นทางสาย กาญจนบุรี – ไทรโยค – ทองผาภูมิ ตรงกิโลเมตรที่ ๗-๘ แยกซ้ายเข้าไป อีก ๑ กิโลเมตร มีป้ายบอกชัดเจน มีรถประจำทาง สายกาญจนบุรี – ไทรโยค วิ่งผ่านปากทาง ไปสู่ถ้ำนี้ด้วย โดยจะต้องเดิน

ขอบคุณที่มาข้อมล
moohin.com
th.wikipedia.org
tour.co.th

บ้านหนองขาว

 

ประวัติหมู่บ้านหนองขาว

     บ้านหนองขาว ตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวของชาวบ้านสองหมู่บ้าน คือ หมู่บ้านดงรัง และหมู่บ้านดอนกระเดื่อง ที่ถูกพม่าเผาทำลายเสียหาย เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ซึ่งได้รวมตัวกันตั้งหมู่บ้านใหม่ เมื่อสมเด็จพระเข้าตากสินมหาราชทรงกู้เอกราชแล้ว ณ บริเวณหนองน้ำใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยหญ้าดอกขาว จึงเรียกว่า “หนองหญ้าดอกขาว” และเรียกสั้น ๆ ต่อมาว่า “ หนองขาว” ในที่สุด
ร่องรอยของหนองหญ้าดอกขาวที่ว่านี้ ยังพอมีให้เห็นในหมู่บ้านหนองขาวที่หมู่ 3 หรือหมู่คอกวัว ซึ่งปัจจุบันเป็นหนองน้ำที่ถมอย่างไร ก็ยังมีสภาพที่เป็นหนองน้ำอยู่ เพราะเมื่อทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ก็ปรากฏว่ามักมีน้ำเอ่อขังขึ้นมาอยู่เสมอ
     ส่วนหมู่บ้านดงรังอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านหนองขาว มีร่องรอยซากปรักหักพังของเจดีย์ พระอุโบสถ และพระพุทธรูป ที่วัดส้มใหญ่ หรือวัดใหญ่ดงรัง ซึ่งเคยถูกพม่าเผาทำลายกลายเป็นวัดร้าง และต่อมาได้รับการบูรณะใหม่เมื่อ พ.ศ. 2525 และหมู่บ้านดอนกระเดื่อง อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านหนองขาว ราว 1 กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนหนองขาวโกวิทพิทยาคม เดิมหมู่บ้านดอนกระเดื่องมีวัดโบสถ์ เป็นวัดประจำหมู่บ้าน แต่ถูกพม่าเผาทำลายเหลืองเพียงซากปรักหักพังของเจดีย์เช่นกัน
     คนหนองขาวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก พ้นที่ทำนาทางด้านจะวันออกของหมู่บ้านเรียกกันว่า “นาทุ่ง“ หรือ “นาลุ่ม“ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีน้ำเพียงพอแก่การทำนา ส่วนทางด้านจะวันตก เรียก “ นาป่า” ซึ่งต้องรอฤดูฝน เพราะไม่มีแหล่งน้ำ

ประวัติผ้าขาวม้าร้อยสีของดีบ้านหนองขาว

     จากประวัติที่ขาวบ้านหนองขาวต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติ (ที่แห้งแล้ง) ภัยจากศึกสงคราม (เส้นทางเดินทัพ) และการดูแลที่ไม่ทั่วถึงของฝ่ายปกครอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนของอำเภอท่าม่วง ทำให้ชาวนาหนองขาวไทยโดยทั่วไป โดยผู้หญิงในครอบครัวจะทอผ้าสำหรับใช้เองและคนในครอบครัว ซึ่งการทอนั้นจะใช้กี่มือ เส้นด้ายก็จะใช้ฝ้ายปั่นเอง จึงขาดง่ายทำให้ผ้าทอช้ามากและคุณภาพไม่ค่อยดี ผ้าทอส่วนมากเป็นผ้านุ่ง ผ้าห่ม และผ้าขาวม้า
     ต่อมาเมื่อความเจริญได้แผ่กระจายจากสังคมเมืองสู่ชนบท แนวความคิดบริโภคนิยมที่มาจากประเทศทางตะวันตก ทำให้การทอผ้าในชนบทลดน้อยลง แต่ชาวบ้านหนองขาวยังคงรักษาประเพณี กิจกรรมของชาวชนบทไทยสืบมา เมื่อ พ.ศ. 2524 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เปิดสอนการทอผ้าด้วยกี่กระตุกขึ้นที่ตำบลทุ่งสมอ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ให้กับสมาชิกกลุ่มแม่บ้านตำบลทุ่งสมอ และได้จัดกลุ่มทอผ้าทุ่งสมอขึ้น แต่ก็ประสบปัญหาด้านการจัดการและการตลาด ทำให้กลุ่มทอผ้าทุ่งสมอไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ คุณอารีรัตน์ พฤฑฒิกุล ซึ่งได้เข้าร่วมอบรมครั้งนั้นด้วย ได้นำปัญหาของกลุ่มทอผ้า ทุ่งสมอเป็นกรณีศึกษา ถึงปัญหาและวิธีการดำเนินการแก้ไข บวกกับความรู้ที่ได้จาก การอบรม มาจัดตั้งกลุ่มทอผ้าหนองขาวขึ้นในกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาตำบลหนองขาว ซึ่งกลุ่มพัฒนาฯ ก็มีการแบ่งกลุ่มต่าง ๆ ตามความสนใจหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มทำดอกไม้ประดิษฐ์ กลุ่มทอผ้า กลุ่มเลี้ยงสัตว์ ประกอบกับได้รับการส่งเสริมประชาสัมพันธ์อย่างจริงจัง จึงทำให้ “ผ้าขาวม้าร้อยสีของดีบ้านหนองขาว” เป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมโดยการจัดงาน “สืบสานประเพณีของดีบ้านหนขาว”   
     โดยสำนักงานการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้จัดการแสดง แสง สี เสียง เป็นงานใหญ่คุณสมบัติของผ้าทอหนองขาว จะมีสีสดใส ลวดลายแปลกตา เนื้อผ้าจะเป็น มันวาวคล้ายผ้าไหม ดูแลรักษาง่าย ซักรีดตามปกติ ไม่ยืดไม่หด สีไม่ตก สวมใส่สบาย ไม่อบร้อน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เนื่องจากเป็นผ้าที่ทอขึ้นจากเส้นด้วย “ไหมประดิษฐ์” ที่มีการคัดเลือกอย่างดีและผ่านการพิสูจน์เป็นเวลานานจากผู้ใช้ทั้งในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง ส่วนลวดลายสีสันจะเป็นไปตามจินตนาการของผู้ทอ ซึ่งเป็น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้ที่ต้องการใช้ผ้าทอหนองขาว ยังสามารถที่จะออกแบบเฉพาะของตนเองได้ตามลวดลายและสีสันที่ต้องการ ซึ่งคุณอารีรัตน์ และกลุ่มสมาชิกกลุ่มทอผ้ารับรองว่า เป็นผ้าทอที่มีคุณภาพดี สีสดใส ลวดลายแปลกตา แต่ราคาถูกใจ ผ้าทอหนองขาวจึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ที่แสวงหาของฝากที่ ถูกตาในราคาที่ถูกยุค จากเมืองกาญจน์

การแสดงเรื่องไอ้บุญทอง

     “ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” เป็นละครเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้านหนองขาว จากบทประพันธ์ของ พงอนันต์ สรรพานิช เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต 1 อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวหมู่บ้านวัฒนธรรมบ้านหนองขาว โดยเริ่มแสดงครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2541 แต่แรกเริ่มนั้น “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” จัดแสดงในวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นงานประจำปีงานหนึ่งของหมู่บ้านหนองขาว โดยใช้พื้นที่ว่างของวัดอินทาราม หรือวัดหนองขาว ที่ปัจจุบันเป็นตลาดนัด เป็นที่จัดแสดงมาก่อน ต่อมา พ.ศ.2543 จึงมีการจัดสร้างที่แสดงอย่างถาวรเป็นบ้านเรือไทย 2 ชั้น ขึ้นที่ลานหน้าวัดอินทาราม โดยพื้นที่บนระเบียงบ้าน เวที ปูนหน้าบ้าน และสนามหญ้าหน้าเวที เป็นเวทีแสดง รวมทั้งเวทีด้านจ้างอีกหนึ่งเวที ขณะที่ผู้ชมถูกจัดให้ปู่เสื่อนั่งชมอยู่ตรงลานหน้าบ้านที่เป็นสนามหญ้า แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ และซุ้มไม้ไผ่หลายหลังที่ทำเป็นศาลาอาหารสำหรับแขกผู้มาเยือน
     โรงละครกลางแจ้งแห่งนี้ ได้ชื่อว่า “ บ้านไอ้บุญทอง” เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจกันของคนหนองขาว ซึ่งมีพระครูถาวรกาญจนนิมิต เจ้าอาวาสวัดอินทาราม เป็นศูนย์รวมจิตใจและได้รับงบประมาณสนับสนุนบางส่วน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) ไม่เพียงเป็นเป็นโรงละคร ภายในบ้านไอ้บุญทอง ยังรวบรวมข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านหนองขาวไว้ให้ชมด้วย โดยจัดเป็นห้องต่าง ๆ เช่น ห้องครัว จำลองบรรยากาศครัวไทยพื้นบ้านและอุปกรณ์ในการหุงต้มแบบโบราณ ห้องนอน มีเปลเด็ก ที่ผูกขึ้นด้วยผ้าขาวม้าพื้นบ้านหนองขาว และยังมีภาพถ่ายขาว –ดำ สมัยเก่าติดไว้ให้ชมตามฝาห้อง เช่น ภาพคนหนองขาวสมัยก่อน ภาพเชยศึกในเมืองกาญจน์เมื่อครั้งสงครามโลก ครั้งที่ 2
     ปัจจุบันบ้านไอ้บุญทอง เป็นจุดรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมหมู่บ้านหนองขาว โดยจัดให้เป็นลานวัฒนธรรม สำหรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมพื้นบ้านและการแสดง “วัฒนธรรมบันเทิง” หรือละครเรื่อง “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว” พร้อมกับการรับประทานอาหารค่ำแบบพื้นบ้าน ผู้ที่สนใจไม่ต้องรอให้ถึงวันสงกรานต์ เพียงแต่ติดต่อจองล่วงหน้ามาเป็นหมู่คณะ ก็สามารถร่วมงาน “ค่ำคืนหนึ่งที่บ้านหนองขาว “ พร้อมชม “ ไอ้บุญทองบ้านหนองขาว “ ได้ บริเวณใกล้กันกับบ้านไอ้บุญทอง ที่เดิมเป็นอาคารเรียนเก่าแก่ของวันอินทาราม ชื่อ อาคารโกวิทอินทราทร ซึ่ง หลวงพ่อสมุห์พยอม โกวิทโก ที่ชาวบ้านเคารพศรัทธา เป็นผู้ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2480 กำลังดำเนินการตกแต่งเพื่อจัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์บ้านหนองขาว ภายในพิพิธภัณฑ์ มีการจัดเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนหนองขาว ตลอดจนเรื่องราวความเชื่อ เช่น หม้อยาย ประเพณีสำคัญ เช่น สวดพระมาลัย การทำมาหากิน โดยจัดแสดงเรื่องราวเป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่ สุวรรณภูมิ เส้นทางเดินทัพในสมัยโบราณ ภูมิประเทศของหนาวขาว คนหนองขาว ผู้หญิงหนองขาว ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ขอบคุณที่มาของข้อมูลและรูปภาพ
th.wikipedia.org
nongkhao.com

กาญจนบุรี:ท่ามะกา

Posted by marita On April - 8 - 2009 Comments Off

อำเภอท่ามะกา

ประวัติความเป็นมา
     อำเภอท่ามะกาจากการบันทึกของนักประวัติศาสตร์ชื่อ  สถิต  เลิศวิชัย  ได้บันทึกไว้ว่าอำเภอท่ามะกานั้น  เดิมชื่อ  “ อำเภอลาดบัวขาว ”  ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2445  โดยเอพื้นที่เขตตำบลท่าผา  ตำบลธรรมเสน  และตำบลลาดบัวขาว  รวมกันตั้ง  เป็นอำเภอลาดบัวขาว  ในสมัยนั้นยังขึ้นอยู่กับจังหวัดราชบุรี  (ขณะนี้ที่ตั้งของอำเภอลาดบัวขาวเดิม  เป็นที่ตั้งของวัดลาดบัวขาว  อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี  อยู่ตรงข้ามวัดโกสินารายณ์  คนละฝั่งของแม่น้ำแม่กลองในปัจจุบัน)
     ต่อมาในปี พ.ศ. 2446  หรือรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) 124  ทางราชการได้ย้ายที่ตั้งที่ว่าการอำเภอลาดบัวขาวมาตั้งใหม่ที่ ตำบลพงตึก  และได้เปลี่ยนชื่ออำเภอจากอำเภอลาดบัวขาวเป็น  อำเภอพระแท่น  ทั้งนี้เพราะในเขตอำเภอมีปูชนียสถานที่สำ คัญในทางพระพุทธศาสนาคือ พระแท่นดงรังซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี โดยทั่วไปของชาวพุทธ
     ต่อมาในปี  พ.ศ. 2453  สมัยขุนศรีสรนาสน์นิคม  หรือมหาจันทร์  ปุญสิริ  เป็นนายอำเภอ  ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอพระ แท่น  จากตำบลพงตึกมาตั้งใหม่ที่หมู่บ้าน  ถ้ำมะกา  อยู่ทางฝั่งด้านขวาของแม่น้ำแม่กลอง  โดยซื้อที่ดินของขุนอารักษ์ดรุณกิจ  จำนวน  10  ไร่  20 ตารางวา เป็นเงิน  120 บาท และที่ดินของ นายชื่น  จำนวน  2  ไร่  1  งาน  60  ตารางวา  เป็นเงิน 120 บาท  รวมเป็นเนื้อที่ของอำเภอ  12  ไร่  1 งาน  80  ตารางวา  ใช้เป็นที่สร้างที่ว่าการอำเภอพระแท่นหลังใหม่  เนื่องจากที่ท่าน้ำหน้า อำเภอมีต้นมะกาต้นใหญ่  ต่อมาในปี  พ.ศ. 2460  สมัยขุนรามบุรีรักษ์ (แอร่ม  สุนทรศารทูล) เป็นนายอำเภอ  จึงได้เปลี่ยนชื่อ อำเภอใหม่จาก  อำเภอพระแท่น  เป็น  อำเภอท่ามะกา ซึ่งยังคงขึ้นอยู่กับท้องที่จังหวัดราชบุรี จนกระทั่งปี  พ.ศ. 2480  จึงได้โอนมาขึ้นกับท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี จนถึงปัจจุบัน
     ต่อมาในปี  พ.ศ.2516  สมัยนายชวเลิศ  ปริยานนท์  ดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่ามะกา  การคมนาคมโดยสะดวกขึ้นมาก  ถนนสายกรุงเทพฯ – กาญจนบุรี  มีสภาพดี  ประชาชนมาปลูกบ้านอาศัยริมถนนแสงชูโตกันมากขึ้น  การคมนาคมทางน้ำ มีน้อยมาก  นายอำเภอและประชาชนจึงพร้อมใจกันมาตั้งที่ว่าการอำเภอท่ามะกา  ในสถานที่แห่งใหม่  ติดถนนแสงชูโต  โดยมีบุคคลที่เห็นประโยชน์ต่อทางราชการโดยส่วนรวมบริจาคที่ดินให้สร้างที่ว่าการอำเภอท่ามะกาประกอบด้วย
 1. ร.ท.นพคุณ มานะกิจ บริจาคที่ดิน   จำนวน  11 ไร่  1 งาน  27 ตารางวา คิดเป็นเงิน 1,826,000 บาท
 2. นายวสันต์ สมพงษ์ บริจาคที่ดิน   จำนวน  1 ไร่  2 งาน  24 ตารางวา คิดเป็นเงิน 263,110  บาท
 3. นางซ่อน เรืองพิริยะ บริจาคที่ดิน 2 งาน 2 ตารางวา คิดเป็นเงิน  83,830 บาท
 4.นายแฮ สุโขทัย บริจาคที่ดิน 1 งาน  63 ตารางวา คิดเป็นเงิน 45,000 บาท
     และพร้อมกันนี้อำเภอก็ได้งบประมาณสร้างที่ว่าการอำเภอ  จากกรมการปกครองเป็นจำนวนเงิน  500,000  บาท  มีประชาชนบริจาคสมทบอีก  850,000  บาท  ที่ว่าการอำเภอท่ามะกาหลังใหม่จึงก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย  เมื่อวันที่  29  มิถุนายน  2516  ได้ประกอบพิธีเปิดเมื่อ วันจันทร์ที่   5 สิงหาคม  2517  โดยนาเวทย์  นิจถาวร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี  เป็นประธาน
     ต่อมาในปี  พ.ศ. 2539  สมัยนายอุทัย  นิตย์โชติ  ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเห็นว่าประชากรของอำเภอมีจำนวนมากขึ้น  ที่ว่าการอำเภอมีขนาดเล็กไม่สามารถบริการประชาชนในท้องที่ที่มาใช้บริการ  จึงทำการก่อสร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง  เป็นเงิน 5,795,000 บาท เป็นอาคารเฉลิมพระเกียรติ  เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ  50  ปี  ได้ทำการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่  11  มิถุนายน  2539  โดยมี  นายสุชาญ  พงษ์เหนือ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี  มาเป็นประธาน และอาคารได้เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่  18  เมษายน  2540  โดยมีนายประมวล  รุจนเสรี อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานในพิธี

สถานที่ท่องเที่ยว
     โบราณสถานพงตึก สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณสมัยทวารวดี และได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ ชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธและพราหมณ์ มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 11–12 ทั้งนี้เนื่องจากกรมศิลปากรได้ขุดพบโบราณวัตถุสมัยทวารวดีเป็นจำนวนมากที่พงตึกเมื่อปี พ.ศ. 2470 เช่น ตะเกียงทองสำริดโรมัน พระพิมพ์ดินเผา พระนารายณ์สลักจากศิลา พระพุทธรูป ฯลฯ และต่อมาในปี พ.ศ. 2477 ดร.เวลส์ ผู้แทนสมาคมค้นคว้าวัตถุโบราณจากประเทศอินเดีย ได้เดินทางมาสำรวจและขุดค้นโบราณวัตถุเพิ่มเติมที่พงตึกและยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นเมืองโบราณที่เจริญรุ่งเรืองมากเมื่อสมัยพันปีมาแล้ว ปัจจุบันโบราณวัตถุบางส่วนที่ขุดค้นนำไปเก็บไว้ที่วัดดงสัก บางส่วนอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่กรุงเทพฯ
การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปทางใต้ประมาณ 37 กิโลเมตร หากมาจากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 92–93 จะมีป้ายบอกทางเข้าซ้ายมือไปโบราณสถานพงตึก เมื่อข้ามสะพานจันทรุเบกษา จะผ่านวัดดงสักซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือ จากนั้นให้ตรงไปจนผ่านป้อมตำรวจพงตึกซึ่งอยู่ด้านขวา โบราณสถานพงตึกจะอยู่ถัดป้อมตำรวจพงตึกไปไม่ไกลนัก
     พระแท่นดงรัง สถานที่แห่งนี้เป็นวัดโบราณซึ่งมีแท่นหินขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเชื่อกันว่า เป็นพระแท่นศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นี่ อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาททำจากไม้ขนาดใหญ่แห่งเดียวในประเทศไทย ในบริเวณวัดยังมีโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ เช่น บ่อบ้วนพระโอษฐ์ วิหารพระอานนท์ ฯลฯ และยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ทุกๆ ปีประมาณกลางเดือน 4 ของไทยจะมีงานนมัสการอย่างยิ่งใหญ่
การเดินทาง จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ถึงบริเวณแยกตลาดท่าเรือ เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3081 ระหว่างกิโลเมตรที่ 9-10
     อุทยานมัจฉาวังสังกะวาส อยู่ในบริเวณพื้นที่วัดหวายเหนียว ตำบลหวายเหนียว หากมาจากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 92–93 เข้าทางเดียวกับโบราณสถานพงตึก เมื่อลงจากสะพานจันทรุเบกษา เลี้ยวขวาตรงไปตามถนนเลียบแม่น้ำแม่กลองประมาณ 3 กิโลเมตร อุทยานแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไปที่นิยมมาให้อาหารปลา เวลากลางวันจะพบปลาตะเพียน ในเวลาหนึ่งทุ่มเป็นต้นไปจึงจะพบปลาสังกะวาสซึ่งนับวันจะหาดูได้ยาก นอกจากนี้ภายในวัดหวายเหนียวยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.

ขอบคุณที่มาข้อมูล
kanchanaburi.com
thamaka.com

       อำเภอบ่อพลอย    

    

 

 
        ประวัติแต่เดิมอำเภอบ่อพลอยนั้นมีฐานะเป็น กิ่งอำเภอบ่อพลอย และเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอเมืองกาญจนบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 จึงมีพระราชกฤษฎีกายกฐานะขึ้นเป็น อำเภอบ่อพลอย
       บ่อพลอยอยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 47 กิโลเมตร ในตัวอำเภอบ่อพลอยมีร้านขายพลอยอยู่หลายร้าน พลอยที่ได้จากการทำเหมืองอุตสาหกรรมได้แก่ พลอยไพลิน นิล และบุษราคัม

ที่ตั้งและอาณาเขตอำเภอบ่อพลอยมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอหนองปรือและอำเภอเลาขวัญ
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอท่าม่วงและอำเภอเมืองกาญจนบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเลาขวัญ อำเภอห้วยกระเจา และอำเภอพนมทวน
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอศรีสวัสดิ์ 

การปกครองส่วนภูมิภาคอำเภอบ่อพลอยแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 6 ตำบล 80 หมู่บ้าน ได้แก่

1. บ่อพลอย (Bo Phloi)   12 หมู่บ้าน  
2. หนองกุ่ม (Nong Kum)   16 หมู่บ้าน  
3. หนองรี (Nong Ri)   10 หมู่บ้าน  
4. หลุมรัง (Lum Rang)   18 หมู่บ้าน  
5. ช่องด่าน (Chong Dan)   15 หมู่บ้าน  
6. หนองกร่าง (Nong Krang)   9 หมู่บ้าน   

การปกครองส่วนท้องถิ่นท้องที่อำเภอบ่อพลอยประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลบ่อพลอย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลบ่อพลอยและช่องด่าน
เทศบาลตำบลหนองรี ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลหนองรี
องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อพลอย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ่อพลอย (นอกเขตเทศบาลตำบลท่าขนุน)
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกุ่ม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองกุ่มทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองรี (นอกเขตเทศบาลตำบลหนองรี)
องค์การบริหารส่วนตำบลหลุ่มรัง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหลุมรังทั้งตำบล
องค์การบริหารส่วนตำบลช่องด่าน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลช่องด่าน (นอกเขตเทศบาลตำบลท่าขนุน)
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองกร่าง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองกร่างทั้งตำบล 
 
สถานที่ท่องเที่ยว อ.บ่อพลอย 

 -โครงการพระราชดำริห้วยองคต ตั้งอยู่ที่ตำบลสมเด็จเจริญ ไปตามเส้นทางสายกาญจนบุรี-หนองปรือ–ด่านช้าง (ทางหลวงหมายเลข 3086) ประมาณ 71 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3480 อีก 20 กิโลเมตร โครงการนี้มีพื้นที่กว่าสองหมื่นไร่ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นโครงการอนุรักษ์และพัฒนาลุ่มน้ำองคต มีผลการดำเนินงานในหลายๆ ด้าน เช่น การปลูกสวนป่า การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลา การปลูกผักปลอดสารพิษ นอกจากนี้มีการขุดพบซากโบราณสถาน เครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในบริเวณนี้ ปัจจุบันนำไปไว้ที่โรงเรียนประชามงคล ติดต่อล่วงหน้าเพื่อการเข้าชมโครงการเป็นหมู่คณะได้ที่ สำนักงานกองอำนวยการโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทร. 0 1736 4685 
 -สวนสัตว์เปิดซาฟารีปาร์ค  ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 3086 (กาญจนบุรี-บ่อพลอย) จนถึงกิโลเมตรที่ 21 จะเห็นป้ายสวนสัตว์เปิดทางซ้ายมือ นับเป็นสวนสัตว์เปิดแห่งแรกของกาญจนบุรี ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับสัตว์นานาชนิด เช่น กวาง หมี เสือ สิงโต ม้าลาย ยีราฟ อูฐ ฯลฯ อย่างใกล้ชิด พักผ่อนชมสวนผีเสื้อ และสวนดอกไม้ นักท่องเที่ยวสามารถขับรถเข้าไปเที่ยวชมได้ด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่ไม่ได้นำรถส่วนตัวมา ทางสวนสัตว์ได้จัดรถไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–18.00 น. (ปิดจำหน่ายบัตรเวลา 17.30 น.) ค่าเข้า ผู้ใหญ่ 120 บาท เด็ก 70 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3462 8270-1
-ไร่คุณมน  ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 35 กิโลเมตร ไปตามถนนสายกาญจนบุรี-บ่อพลอย (ทางหลวงหมายเลข 3086) ก่อนถึงซาฟารีปาร์ค 1 กิโลเมตร (ตรงข้ามวัดหนองกระทุ่ม) เป็นสวนเกษตรแบบผสมผสาน สวนผักปลอดสารพิษและโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นานาชนิด อาทิ น้ำนมข้าวโพด น้ำผัก กล้วย/ขนุนอบแห้ง กระยาสารทเคลือบน้ำผัก อาหารชีวจิตเพื่อสุขภาพ บนพื้นที่ 150 ไร่ ด้วยเครื่องจักรอันทันสมัย สร้างอาชีพให้กับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมสวนเกษตร ชมขั้นตอนการผลิตได้อย่างใกล้ชิดและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ โดยติดต่อขอเข้าชมล่วงหน้าได้ที่คุณมนรัตน์ สารภาพ โทร. 0 3453 1487, 0 1915 6798, 0 1944 7971 เปิดตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. (ไม่เสียค่าเข้าชม) สอบถามการท่องเที่ยวเพิ่มเติมด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1254 ต่อ 13, 0 3451 2924  www.kirdkao.org หรือ ติดต่อทางไปรษณีย์ที่ หอดูดาวเกิดแก้ว ตู้ ปณ. 3 ปณฝ. กองทัพอากาศ กทม. 10213
 -หอดูดาวเกิดแก้ว ตั้งอยู่ที่ตำบลหลุมรัง อำเภอบ่อพลอย จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 323 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 3086 (กาญจนบุรี-บ่อพลอย) กิโลเมตรที่ 49 ทางซ้ายมือ จะมีป้ายเขียนชื่อไร่พล.อ.ท. สำเริง เกิดแก้ว เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นสถานที่ให้ความรู้เกี่ยวกับดวงดาวและธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและสนใจในด้านดาราศาสตร์ ภายในบริเวณจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้สำหรับการดูดาว มีหอดูดาวรูปโดมและที่พักรูปแบบแค๊ปซูล สนใจกิจกรรมควรติดต่อล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ที่ น.ท.ฐากูรย์ เกิดแก้ว โทร.01–927–4140 หรือที่เว็บไซท์

ขอบคุณข้อมูล
oceansmile.com
kanchanaburi.com
kanchanaburifocus.com
ขอบคุณรูปภาพ

siamfishing.com

เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค