หลวงพ่ออุตตมะ

           พระราชอุดมมงคล หรือ “พระมหาอุตตมะรัมโภภิกขุ” หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามของ “หลวงพ่ออุตตมะ” พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งยังเป็นพระภิกษุสงฆ์ชาวมอญ ผู้มีบทบาทผู้นำคนสำคัญของชาวมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี

ประวัติหลวงพ่ออุตตมะ
          หลวงพ่ออุตตมะ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีจอ จุลศักราช 1272 (พ.ศ. 2453) ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง   เป็นบุตรของนายโงและนางทองสุข อาชีพทำนา มีพี่น้องรวม 12 คน เนื่องจากเป็นทารกเพศชายเกิดในวันอาทิตย์ จึงมีชื่อว่า “เอหม่อง”

           ปี พ.ศ. 2462 ขณะเด็กชายเอหม่องมีอายุได้ 9 ขวบ เกิดอหิวาตกโรคระบาดขึ้นในหมู่บ้าน บิดามารดาจึงพาเด็กชายเอหม่องไปฝากกับพระอาจารย์นันสาโรแห่งวัดโมกกะเนียงผู้เป็นลุงเพื่อให้ปรนนิบัติรับใช้และศึกษาพระธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองจากโรคภัย เด็กชายเอหม่องเป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษาอย่างยิ่ง จนสามารถสอบได้ชนะเด็กในวัยเดียวกันเป็นประจำทุก ๆ ปี

           ปี พ.ศ. 2467 เด็กชายเอหม่องอายุได้ 14 ปี เกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ต้องสูญเสียน้องชายถึง 5 คน เด็กชายเอหม่องจึงขอออกจากวัดโนกกะเนียงเพื่อมาช่วยเหลือทางบ้านด้วยความขยันขันแข็ง จนกระทั่งอายุ 18 ปี เจ้าอาวาสวัดเกลาสะได้ไปขอกับบิดามารดาให้เด็กชายเอหม่องไปบรรพชาเป็นสามเณร

          หลวงพ่ออุตตมะ บรรพาเป็นสามเณร ณ วัดเกลาสะ ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง เมื่อจุลศักราช 1291 (พ.ศ. 2472) โดยมีพระเกตุมาลาเป็นพระอุปัชฌาย์ ปีนั้นเอง หลวงพ่อศึกษาภาษาบาลี และพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมตรี อีกปีหนึ่งต่อมาสอบได้นักธรรมโท แต่ไม่นาน หลวงพ่อก็ตัดสินใจสึกออกมาเพราะเห็นว่าไม่มีใครช่วยบิดามารดาทำนา

          จนกระทั่งหม่องเอ ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวของบิดา ได้มาอาศัยอยู่ด้วย หลังจากที่บิดามารดาของหม่องเอเสียชีวิตจนหมดสิ้น ซึ่งเท่ากับว่ามีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระในการทำนา และมีญาติซึ่งไว้วางใจได้มาคอยดูแลบิดามารดา หลวงพ่ออุตตมะจึงตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเกลาสะ โดยมีพระเกตุมาลา วัดเกลาสะ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระนันทสาโร วัดโมกกะเนียง เป็นพระกรรมวาจารย์ พระวิสารทะ วัดเจ้าคะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2476 ได้รับฉายาว่า “อุตตมรัมโภ” แปลว่า ผู้มีความพากเพียรอันสูงสุด”  โดยหลวงพ่ออุตตมะได้ตั้งเจตจำนงที่จะบวชไม่สึกจนตลอดชีวิต

           ด้วยความพากเพียรและใฝ่ใจในการศึกษาพระธรรม ในปี พ.ศ. 2474 หลวงพ่ออุตตมะ สามารถสอบได้ นักธรรมชั้นเอก ณ สำนักเรียนวัดปราสาททอง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสุขการี อำเภอสะเทิม จังหวัดสะเทิม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า ขณะนั้น บ้านเมืองกำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงพ่อจึงเดินทางกลับวัดเกลาสะ และได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์สอนภาษาบาลีแก่ภิกษุสามเณร

           ต่อมาท่านก็ลาพระอุปัชฌาย์เดินทางไปศึกษาวิปัสนากรรมฐานที่วัดตองจอย จังหวัดมะละแหม่ง และวัดป่าเลไลย์ จังหวัดมัณฑะเลย์ จนมีความรู้ความสามารถในเรื่องวิปัสนากรรมฐานตลอดจนวิชาไสยศาสตร์และพุทธคมเป็นอย่างดี ปี พ.ศ. 2486 หลวงพ่อจึงเริ่มออกธุดงค์เพื่อหาประสบการณ์

         หลวงพ่ออุตตมะ ออกธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ ในประเทศพม่า และเข้ามาประเทศไทยครั้งแรกทางจังหวัดเชียงใหม่  ต่อมาทราบข่าวว่าพระเกตุมาลา พระอุปัชฌาย์กำลังอาพาธ จึงรีบเดินทางกลับพม่า จนกระทั่งพระเกตุมาลามรณภาพ ท่านก็ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง    โดยครั้งนี้ หลวงพ่อเดินทางเข้ามาทางตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ประมาณปี พ.ศ. 2492

         และใน ปี พ.ศ. 2492 อันเป็นพรรษาที่ 16 ของพระมหาอุตตมะรัมโภ พายุไต้ฝุ่นพัดจากทะเลอันดามัน สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะบ้านโมกกะเนียง และเกลาสะ มีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยคน บ้านเรือนเหลือเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านลำบากยากแค้นแสนสาหัส ข้าวของอาหารการกินขาดแคลนกันทั่วหน้า

           นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ชาวบ้านยังต้องประสบเคราะห์กรรมจากปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองอีกด้วย เนื่องจากการปะทะและต่อสู้ระหว่าง กองทหารของรัฐบาลพม่า กับกองกำลังติดอาวุธกู้ชาติ อีกทั้งกองกำลังกู้ชาติบางกลุ่มแปรตัวเองไปเป็นโจรปล้นสดมภ์ชาวบ้าน

          ด้วยความเบื่อหน่ายเรื่องการรบราฆ่าฟันกัน ระหว่างชนเผ่า หลวงพ่ออุตตมะ จึงตัดสินใจจากบ้านเกิด มุ่งหน้าสู่ดินแดนประเทศไทย เป้าหมายที่แท้จริงของท่านในเวลานั้น คือเขาพระวิหาร ปรากฏว่าเมื่อชาวบ้านรู้ข่าวต่างเสียใจ ไม่อยากให้ท่านจากไป พากันร้องไห้ระงมด้วยความอาลัย ซึ่งท่านได้ชี้แจงการออกเดินทางของท่านว่า

“การไปของเราจะเป็นปรหิต เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น”
         หลวงพ่ออุตตมะ เดินทางเข้าเมืองไทยในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2492-2493 ทางหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก ชายแดนเขตจังหวัดกาญจนบุรี โดยได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยสองคน ซึ่งมีเชื้อสายมอญพระประแดงที่มาทำเหมืองแร่ที่บ้านอีต่อง ทั้งคู่ได้จัดบ้านพักหลังหนึ่งให้เป็นกุฏิชั่วคราวของหลวงพ่อ มีชาวเหมืองจำนวนมากมาทำบุญกับหลวงพ่อ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นไม่มีวัดและพระสงฆ์เลย

          เดิมทีนั้น คนไทยเชื้อสายมอญพระประแดงทั้งสอง ต้องการสร้างกุฏิถวายหลวงพ่ออุตตมะให้จำพรรษาอยู่ที่บ้านอีต่อง แต่หลวงพ่อไม่รับ เนื่องจากเกรงว่าจะกลายเป็นพระเถื่อนเข้าเมืองไทย ท่านจึงต้องการไปขออนุญาตจากพระผู้ใหญ่ที่ปกครองเขตปิล็อกเสียก่อน ทั้งสองจึงพาหลวงพ่ออุตตมะ มาจำพรรษาที่วัดท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กับหลวงพ่อไตแนม ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงและอุปสมบทที่วัดเกลาสะเช่นเเดียวกับหลวงพ่ออุตตมะ

         ปี พ.ศ. 2494 ขณะจำพรรษาที่วัดท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หลวงพ่ออุตตมะมีโอกาสไปสักการะพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ทำให้หลวงพ่อได้พบชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่มาจากเมืองต่าง ๆ เช่น แม่กลอง สมุทรสาคร มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้นิมนต์หลวงพ่อ ไปจำพรรษาที่วัดบางปลา ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

        หลังจากเดินทางกลับจากวัดบางปลา มาจำพรรษาที่วัดท่าขนุน หลวงพ่อไตแนมขอให้หลวงพ่ออุตตมะ ไปจำพรรษาที่วัดปรังกาสีซึ่งเป็นวัดร้าง บริเวณวัดปรังกาสีมีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และบริเวณนั้นไม่มีพระหรือวัดอื่นเลย หลวงพ่อร่วมกับกำนันชาวกะเหรี่ยงนิมนต์พระกะเหรี่ยง จากตลอดแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยได้ 42 รูป มาอยู่ปริวาสที่วัดปรังกาสี 9 วัน 9 คืน หลัง
         จากนั้นก็สร้างกุฏิและเจดีย์ขึ้น หลวงพ่ออุตตมะนิมนต์พระกะเหรี่ยงมาจำพรรษาที่วัด 3 รูป ท่านสอนภาษามอญแก่พระทั้ง 3 รูปนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการสอนธรรมะต่อไป

         หลวงพ่ออุตตมะจำพรรษาอยู่วัดปรังกาสีหนึ่งพรรษา ต่อมาผู้ใหญ่ทุม จากท่าขนุนมานิมนต์หลวงพ่อไปเยี่ยมหลวงปู่แสงทีวัดเกาะ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเคยไปจำพรรษาที่วัดโมกกะเนียง เกลาสะ และมะละแหม่งมาก่อน และในพรรษานั้น หลวงพ่ออุตตมะได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะ ตามคำนิมนต์ของหลวงปู่แสง

          ปี พ.ศ. 2494  ขณะที่หลวงพ่อจำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะ มีคนมาแจ้งข่าวแก่หลวงพ่อว่า ที่กิ่งอำเภอสังขละบุรีมีชาวมอญจากบ้านเดิมของหลวงพ่ออพยพเข้าเมืองไทย ทางทางบีคลี่เป็นจำนวนมาก และต้องการนิมนต์หลวงพ่อไปเยี่ยม เมื่อหลวงพ่ออุตตมะออกจากจำพรรษา แล้วเดินทางกลับไปยังอำเภอทองผาภูมิ และไปยังอำเภอสังขละบุรี และพบกับคนมอญทั้งหมดที่มาจากโมกกะเนียง เจ้าคะเล และมะละแหม่ง บ้านเกิดของท่าน หลวงพ่อจึงพาชาวมอญเหล่านี้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่าง นับเป็นจุดกำเนิดแรกเริ่มของชุมชนชาวมอญในสังขละบุรี

ำเนิดวัดหลวงพ่ออุตตมะ
       
        ในปี พ.ศ. 2499 หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกับชาวบ้านที่เป็นชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญได้พร้อมใจกันสร้างศาลาวัดขึ้น และสร้างเสร็จในเดือน 6 ของปีนั้นเอง  แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการศาสนา วัดที่สร้างเสร็จจึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า “วัดหลวงพ่ออุตตมะ” ตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ” เพราะมีแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน  คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี

        ในปี พ.ศ. 2505  เมื่อได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาเป็นที่เรียบร้อย หลวงพ่ออุตตมะจึงได้ตั้งชื่อสำนักสงฆ์ตามชื่ออำเภอเก่า (อำเภอวังกะ) ว่า  วัดวังก์วิเวการาม”

         ในปี พ.ศ. 2513 หลวงพ่อเริ่มสร้างพระอุโบสถวัดวังก์วิเวการามโดยปั้นอิฐเอง

        ในปี พ.ศ. 2518 หลวงพ่อได้เริ่มสร้างเจดีย์จำลองแบบจากเจดีย์พุทธคยาที่ประเทศอินเดีย และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2529
ตำแหน่งด้านการปกครองคณะสงฆ์และสมณศักดิ์

        ปี พ.ศ. 2504  เป็นเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม
        ปี พ.ศ. 2505 เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสุวรรณาราม
        ปี พ.ศ. 2509 เป็นพระกรรมวาจาจารย์
        ปี พ.ศ. 2511 เป็นพระอุปัชฌาย์
        ปี พ.ศ. 2512 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น พระครูอุดมสิทธาจารย์ ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลชั้นโท
        ปี พ.ศ. 2516 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระครูเจ้าคณะตำบลชั้นเอก 
        ปี พ.ศ. 2524 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่ พระอุดมสังวรเถร
        ปี พ.ศ. 2534 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระราชอุดมมงคล

         หลวงพ่ออุตตมะ ท่านได้ผจญกับความเจ็บป่วยไข้ป่าที่ร้ายแรง และบรรดาสัตว์ป่าที่ ดุร้ายมาหลายแห่งหลายถิ่น แต่ท่านมิได้ไปสู้รบตบมือกับพวกมัน ท่านมีอาวุธธรรม เป็นเครื่องป้องกัน อาศัยจิตใจอันแน่วแน่มั่นคง เชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วดำเนินตาม อันเป็นที่สุดแห่งการปฏิบัติคือ “พระนิพาน” ในปัจจุบันนี้ หลวงพ่ออุตตมะท่านได้ละถิ่นกำเนิดในประเทศพม่า มาอยู่เป็นร่มโพธิ์ทองให้แก่มวลมนุษย์ผู้ใคร่ในธรรม และจะเป็นแดนชีวิตของท่าน คือ ประเทศไทย ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ท่านไม่ได้ถือเหล่าเผ่าพันธุ์ ท่านไม่ถือชาติถือตระกูล ท่านมีแต่ธรรมะคำสั่งสอนเป็นที่อาศัยให้จิตใจชื่นบาน ท่านไม่อาลัยแม้ชีวิตจะเป็นไป ถือความดีงามนั้นเท่านั้น เป็นที่อยู่และที่ไป หลวงพ่ออุตตมะ ท่านเป็นพระนักเดินธุดงคกรรมฐาน เป็นนักต่อสู้กิเลสภายในชั้นยอดองค์หนึ่ง ขณะที่ท่านดำเนินชีวิตในเพศสมณะ ท่ามกลางป่าเขาอยู่นั้น ท่านได้น้อมระลึกอยู่เสมอในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดังนี้ว่า “ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งล่วงไปแล้วมาตาม ไม่ควรหวังสิ่งซึ่งยังมาไม่ถึง เพราะว่าสิ่งใดล่วงพ้นไปแล้ว สิ่งนั้นอันเราละเสียแล้ว

          อนึ่ง สิ่งใดซึ่งไม่มาถึงเล่าสิ่งนั้นก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญา จึงไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงไปแล้วมาตามไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ก็ผู้มีปัญญาได้มาเห็นธรรมเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น เฉพาะหน้าแจ้งชัดอยู่ในที่นั้น ๆ ใครจะพึงรู้ว่า ความตายจักไม่มีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าสู้ความหน่วงเหนี่ยว ความผูกพันด้วยมฤตยู ความตาย ซึ่งมีเสนาใหญ่นั้นมิได้เลย ฉะนั้นความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน อันผู้มีปัญญาควรทำเสียในวันนี้เลยทีเดียว ไม่มีความเกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้ ผู้นั้นแลเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญดังนี้” หลวงพ่ออุตตมะ ได้อาศัยการเดินธุดงค์ ไปอยู่บำเพ็ญธรรมบนเขาหมู่บ้านชาวเขาก็หลายครั้งและเป็นเวลานาน ๆ ทางที่ท่านได้มุ่งหมายไปนั้น เป็นทางตรงที่บริสุทธิ์ ไม่มีโค้ง หรือมีซอยเล็ก ๆ ต่อไป ท่านหลวงพ่ออุตตมะ ท่านเป็นนักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ที่แท้จริง ท่านได้ออกเที่ยววิเวกไปในเขตเมืองทวาย และได้ผ่านเข้ามาทางประเทศไทย หลวงพ่ออุตตมะต้องผจญกับภัยอันตรายจากโจรป่า สัตว์ป่า ไข้ป่าต่าง ๆ มากมาย จนสามารถฟันฝ่ากับอุปสรรคนั้นได้ ก็ด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้ปัจจุบันนี้ หลวงพ่ออุตตมะ ก็มีความชราภาพลงไปมากแล้วหลวงพ่ออุตตมะ ก็ไม่เคยทอดทิ้งองค์แห่งการปฏิบัติเลย ขณะนี้หลวงพ่ออุตตมะ ยังเป็นขวัญจิตขวัญใจของเราชาวพุทธทุกคน ท่านยังรอต้อนรับผู้จะปฏิบัติธรรมกับท่าน แม้ท่านที่มองเห็นคุณค่ามหาศาลนี้ ก็ขอให้เดินทางไปนมัสการที่ วัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี คงจะได้พบกับแสงสว่างในธรรมะอย่างสิ้นสงสัย หลวงพ่ออุตตมะ นับว่าเป็นพระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่งในปัจจุบัน

อบคุณที่มาข้อมูลและรูปภาพ
amulet.in.th
blog.spu.ac.th

     สำหรับทริปในวันนี้ เราขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่หนึ่งที่น่าจะถูกใจสำหรับคนที่ชอบสัมผัสกับธรรมชาติในเมืองเล็กๆ อย่าง        อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีชายแดนติดกับพม่า และเป็นดินแดนแห่งความฝันที่สัมผัสได้จริง ด้วยธรรมชาติของสายน้ำที่สวยงามเหมาะกับการล่องแพไม้ไผ่ คงถูกใจผู้ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวผจญภัยโดยเฉพาะ แต่เดิมนั้น อ.สังขละบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่มีชาวมอญบางส่วนอพยพหนีสงครามเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐาน จนมีการสร้าง “เขื่อนวชิราลงกรณ์” (เขื่อนเขาแหลม) ขึ้น ชาวมอญเหล่านี้จึงต้องอพยพอีกครั้ง และย้ายไปอยู่ตรงบริเวณเหนือเขื่อน

      หากเพื่อนๆ ได้มาพักที่รีสอร์ทริมน้ำ ก็สามารถข้ามสะพานมอญผ่าน “แม่น้ำซองกาเลีย” ไปเที่ยวฝั่งชุมชนชาวมอญและวัดหลวงพ่ออุตตามะหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ฝั่งมอญ” ที่อยู่ตรงข้ามของแม่น้ำได้เมื่อเดินทางถึงตัวหมู่บ้านขอแนะนำให้แวะไปเที่ยว ตลาดเช้าที่ “ตลาดวัดวังก์” ก่อน เพราะช่วงเวลานี้เพื่อนๆ จะได้พบกับสีสันของชุมชน ที่จะมีชาวบ้านมาจับจ่ายชื้อของ คนหนุ่มสาวเตรียมไปไร่นาหรือแม้แต่เด็กๆ ที่เดินเรียงเป็นแถวไปโรงเรียน จนรู้สึกเหมือนกับยืนอยู่ที่เมืองมอญเลยทีเดียว

     เครื่องแต่งกาย..พวกผู้ชายชาวมอญมักนิยมนุ่งโสร่งกัน ส่วนผู้หญิงนิยมประแป้งพม่าที่มีสีเหลืองเหมือนขมิ้น ส่วนใหญ่คนที่นี่ยังคงใช้ภาษามอญสื่อสารกันอยู่ แถมข้าวของที่วางขายก็ยังคงแสดงความเป็นท้องถิ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย (แถมราคาไม่แพงด้วย)         เช่น โสร่ง ผ้าซิ่นมอญ ผักพื้นบ้าน หรือปลาสดๆ ที่มาจากเขื่อน เป็นต้น

     ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่นี่มักจะนับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น วัด จึงเป็นสถานที่สำคัญที่เป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจ ดังเช่น
วัดวังก์วิเวการาม หรือเรียกตามอย่างชาวบ้านว่า “วัดหลวงพ่ออุตตมะ” เป็นวัดประจำหมู่บ้านของชาวมอญ และมีความสำคัญต่อ       จ.กาญจนบุรี เพราะได้รับความศรัทธาจากผู้คนทั่วทุกสารทิศ สังเกตได้จากสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตภายในวัด ทั้งโบสถ์ วิหาร ศาลา และที่สำคัญ คือ เจดีย์พุทธคยาจำลอง เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2525 ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง 42 เมตร สูง 59 เมตร เสาข้างใน 4 ทิศเป็นหลักข้ออ้อย ติดกระเบื้องสีเคลือบ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2529 สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลๆ

     นอกจากนั้นภายใน เจดีย์พุทธคยา ยังเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าส่วนนิ้วกระดูกหัวแม่มือขวาขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวสารอีกด้วยด้านข้างเจดีย์เป็นเพิงขายของที่ระลึก มีสินค้าหลากหลายให้เลือกในราคาที่แสนถูก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องไม้ที่มาจากพม่าและเหมาะมากสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝากแถมมีบริการจัดส่งให้ด้วย  


แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

     ด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งอยู่บนช่องสันเขามีพื้นที่กว้างประมาณ 2 – 3 ไร่ สันเขานี้อยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ท้องที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี แนวที่ตั้งเจดีย์ทั้ง 3 องค์ จะเรียงกันจากด้านทิศตะวันออกไปสู่ด้านทิศตะวันตก องค์ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกอยู่ในเขตแดนของฝ่ายไทย และองค์ที่อยู่ด้านทิศตะวันตกอยู่ในเขตแดนฝ่ายพม่า สำหรับองค์กลางตั้งอยู่บนเส้นแบ่งพรมแดน ไทย – พม่า

     เที่ยวป่าสังขละบุรี.. มีบริการนำเที่ยวของสถานที่พักในเขตอำเภอสังขละบุรี โดยจัดให้นักท่องเที่ยวล่องเรือไปตามลำน้ำซองกาเลียแล้วต่อด้วยการนั่งช้างเที่ยวป่าหรือล่องแก่งสามารถติดต่อล่วงหน้าที่บริษัทนำเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลางเขต 1 โทร. (034) 511200, 512500

     น้ำตกคลีตี้.. อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร คลีตี้ เป็นภาษากะเหรี่ยงแปลว่า “เสือโทน” มีต้นน้ำอยู่บนยอดเขาดีกะ ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร การเดินทางไปน้ำตกคลีตี้บนต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2 วัน จากบ้านกะเหรี่ยงคลีตี้ และจะต้องมีลูกหาบและคนนำทาง

     ส่วนน้ำตกคลีตี้ล่าง อยู่เหนือทะเลสาบแควใหญ่บริเวณลำเขางู ใช้เวลาเดินทางโดยทางเรือจากท่าเรือกระดานหรือท่าหม่องกระแทะ ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร.. มีพื้นที่อยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีและอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงสุดคือ เขาใหญ่ อยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ เป็นต้นน้ำของลำธารหลายสาย มีป่าไม้หลายชนิดประกอบด้วยทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

     การเดินทาง… “ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร” .. ยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากสภาพถนนบางช่วงไม่ดี จากเส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี บริเวณแยกห้วยเสือ ไปยังบ้านคลีตี้ ระยะทาง 42 กิโลเมตร ต่อจากนั้นมีทางแยกไปที่ทำการเขตฯ ที่ห้วยซ่งไท้อีก 40 กิโลเมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติ

     ผู้ที่จะไปทุ่งใหญ่นเรศวรต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้า 15 วัน เรียนผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 561–4292-3 ต่อ 706–7 การเดินทางสู่สังขละบุรี ทางรถยนต์ เส้นทางที่ 1 ไปตามถนนเพชรเกษมหรือไปตามถนนบรมราชชนนี ผ่านนครชัยศรี นครปฐม บ้านโป่ง ท่ามะกา ท่าม่วง ถึงจังหวัดกาญจนบุรี ระยะทาง 129 กม.ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ทางรถโดยสารประจำทาง

  • รถโดยสารปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ รถปรับอากาศชั้นหนึ่ง ออกทุก 15 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00-22.30 น. รถปรับอากาศชั้นสองออกทุก 20 นาที ตั้งแต่เวลา 05.10-20.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 435-1200, 434-7192
  • รถโดยสารธรรมดา ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ทุก 15 นาที ตั้งแต่เวลา 04.00-20.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 434-5557-8 ทางรถไฟ ออกจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย วันละ 2 เที่ยว เวลา 07.50 น. และ 13.45 น. แวะจอดที่สถานีกาญจนบุรี สะพานข้ามแม่น้ำแคว ท่ากิเลน สถานีน้ำตก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 411-3102 วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ มีรถไฟเที่ยวพิเศษ นำเที่ยวไปกลับภายในวันเดียว

เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค