<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ท่องเที่ยว &#187; อำเภอสังขละบุรี</title>
	<atom:link href="http://kanchanaburi.kapook.com/tag/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a0%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://kanchanaburi.kapook.com</link>
	<description>กาญจนบุรี</description>
	<lastBuildDate>Mon, 05 Oct 2009 09:23:51 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>กาญจนบุรี:หลวงพ่ออุตตมะ (เทพเจ้าของชาวมอญ)</title>
		<link>http://kanchanaburi.kapook.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a1%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://kanchanaburi.kapook.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a1%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Jun 2009 08:59:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>marita</dc:creator>
				<category><![CDATA[หลวงพ่ออุตตมะ]]></category>
		<category><![CDATA[กาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[สังขละ]]></category>
		<category><![CDATA[อำเภอสังขละบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[เทพเจ้าของชาวมอญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kanchanaburi.kapook.com/?p=135</guid>
		<description><![CDATA[ 

หลวงพ่ออุตตมะ
           พระราชอุดมมงคล หรือ “พระมหาอุตตมะรัมโภภิกขุ” หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามของ “หลวงพ่ออุตตมะ” พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งยังเป็นพระภิกษุสงฆ์ชาวมอญ ผู้มีบทบาทผู้นำคนสำคัญของชาวมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี
ประวัติหลวงพ่ออุตตมะ
          หลวงพ่ออุตตมะ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีจอ จุลศักราช 1272 (พ.ศ. 2453) ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง   เป็นบุตรของนายโงและนางทองสุข อาชีพทำนา มีพี่น้องรวม 12 คน เนื่องจากเป็นทารกเพศชายเกิดในวันอาทิตย์ จึงมีชื่อว่า “เอหม่อง”
           ปี พ.ศ. 2462 ขณะเด็กชายเอหม่องมีอายุได้ 9 ขวบ เกิดอหิวาตกโรคระบาดขึ้นในหมู่บ้าน บิดามารดาจึงพาเด็กชายเอหม่องไปฝากกับพระอาจารย์นันสาโรแห่งวัดโมกกะเนียงผู้เป็นลุงเพื่อให้ปรนนิบัติรับใช้และศึกษาพระธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองจากโรคภัย เด็กชายเอหม่องเป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษาอย่างยิ่ง จนสามารถสอบได้ชนะเด็กในวัยเดียวกันเป็นประจำทุก ๆ ปี
           ปี พ.ศ. 2467 เด็กชายเอหม่องอายุได้ 14 ปี เกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ต้องสูญเสียน้องชายถึง 5 คน เด็กชายเอหม่องจึงขอออกจากวัดโนกกะเนียงเพื่อมาช่วยเหลือทางบ้านด้วยความขยันขันแข็ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align:center;"> </p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2009/06/1063.jpg"><img class="size-medium wp-image-136 aligncenter" title="1063" src="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2009/06/1063-240x300.jpg" alt="" width="240" height="300" /></a></p>
<div><span><span style="color: #000080;">หลวงพ่ออุตตมะ</span></span></div>
<p>           พระราชอุดมมงคล หรือ <span style="color: #800000;"><strong>“พระมหาอุตตมะรัมโภภิกขุ”</strong> </span>หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามของ <span style="color: #800000;"><strong>“หลวงพ่ออุตตมะ”</strong> </span>พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งยังเป็นพระภิกษุสงฆ์ชาวมอญ ผู้มีบทบาทผู้นำคนสำคัญของชาวมอญพลัดถิ่นที่สังขละบุรี</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #008000;">ประวัติหลวงพ่ออุตตมะ</span></strong></span><br />
          หลวงพ่ออุตตมะ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีจอ จุลศักราช 1272 (พ.ศ. 2453) ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง   เป็นบุตรของนายโงและนางทองสุข อาชีพทำนา มีพี่น้องรวม 12 คน เนื่องจากเป็นทารกเพศชายเกิดในวันอาทิตย์ จึงมีชื่อว่า<span style="color: #800000;"> <strong>“เอหม่อง”</strong></span></p>
<p>           ปี พ.ศ. 2462 ขณะเด็กชายเอหม่องมีอายุได้ 9 ขวบ เกิดอหิวาตกโรคระบาดขึ้นในหมู่บ้าน บิดามารดาจึงพาเด็กชายเอหม่องไปฝากกับพระอาจารย์นันสาโรแห่งวัดโมกกะเนียงผู้เป็นลุงเพื่อให้ปรนนิบัติรับใช้และศึกษาพระธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองจากโรคภัย เด็กชายเอหม่องเป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษาอย่างยิ่ง จนสามารถสอบได้ชนะเด็กในวัยเดียวกันเป็นประจำทุก ๆ ปี</p>
<p>           ปี พ.ศ. 2467 เด็กชายเอหม่องอายุได้ 14 ปี เกิดอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้ต้องสูญเสียน้องชายถึง 5 คน เด็กชายเอหม่องจึงขอออกจากวัดโนกกะเนียงเพื่อมาช่วยเหลือทางบ้านด้วยความขยันขันแข็ง จนกระทั่งอายุ 18 ปี เจ้าอาวาสวัดเกลาสะได้ไปขอกับบิดามารดาให้เด็กชายเอหม่องไปบรรพชาเป็นสามเณร</p>
<p>          หลวงพ่ออุตตมะ บรรพาเป็นสามเณร ณ วัดเกลาสะ ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง เมื่อจุลศักราช 1291 (พ.ศ. 2472) โดยมีพระเกตุมาลาเป็นพระอุปัชฌาย์ ปีนั้นเอง หลวงพ่อศึกษาภาษาบาลี และพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมตรี อีกปีหนึ่งต่อมาสอบได้นักธรรมโท แต่ไม่นาน หลวงพ่อก็ตัดสินใจสึกออกมาเพราะเห็นว่าไม่มีใครช่วยบิดามารดาทำนา</p>
<p>          จนกระทั่งหม่องเอ ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวของบิดา ได้มาอาศัยอยู่ด้วย หลังจากที่บิดามารดาของหม่องเอเสียชีวิตจนหมดสิ้น ซึ่งเท่ากับว่ามีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระในการทำนา และมีญาติซึ่งไว้วางใจได้มาคอยดูแลบิดามารดา หลวงพ่ออุตตมะจึงตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเกลาสะ โดยมีพระเกตุมาลา วัดเกลาสะ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระนันทสาโร วัดโมกกะเนียง เป็นพระกรรมวาจารย์ พระวิสารทะ วัดเจ้าคะเล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2476 ได้รับฉายาว่า “อุตตมรัมโภ” แปลว่า ผู้มีความพากเพียรอันสูงสุด”  โดยหลวงพ่ออุตตมะได้ตั้งเจตจำนงที่จะบวชไม่สึกจนตลอดชีวิต</p>
<p>           ด้วยความพากเพียรและใฝ่ใจในการศึกษาพระธรรม ในปี พ.ศ. 2474 หลวงพ่ออุตตมะ สามารถสอบได้ นักธรรมชั้นเอก ณ สำนักเรียนวัดปราสาททอง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสุขการี อำเภอสะเทิม จังหวัดสะเทิม ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า ขณะนั้น บ้านเมืองกำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลวงพ่อจึงเดินทางกลับวัดเกลาสะ และได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์สอนภาษาบาลีแก่ภิกษุสามเณร</p>
<p>           ต่อมาท่านก็ลาพระอุปัชฌาย์เดินทางไปศึกษาวิปัสนากรรมฐานที่วัดตองจอย จังหวัดมะละแหม่ง และวัดป่าเลไลย์ จังหวัดมัณฑะเลย์ จนมีความรู้ความสามารถในเรื่องวิปัสนากรรมฐานตลอดจนวิชาไสยศาสตร์และพุทธคมเป็นอย่างดี ปี พ.ศ. 2486 หลวงพ่อจึงเริ่มออกธุดงค์เพื่อหาประสบการณ์</p>
<p>         หลวงพ่ออุตตมะ ออกธุดงค์ไปตามที่ต่าง ๆ ในประเทศพม่า และเข้ามาประเทศไทยครั้งแรกทางจังหวัดเชียงใหม่  ต่อมาทราบข่าวว่าพระเกตุมาลา พระอุปัชฌาย์กำลังอาพาธ จึงรีบเดินทางกลับพม่า จนกระทั่งพระเกตุมาลามรณภาพ ท่านก็ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง    โดยครั้งนี้ หลวงพ่อเดินทางเข้ามาทางตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ประมาณปี พ.ศ. 2492</p>
<p>         และใน ปี พ.ศ. 2492 อันเป็นพรรษาที่ 16 ของพระมหาอุตตมะรัมโภ พายุไต้ฝุ่นพัดจากทะเลอันดามัน สร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะบ้านโมกกะเนียง และเกลาสะ มีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยคน บ้านเรือนเหลือเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ชาวบ้านลำบากยากแค้นแสนสาหัส ข้าวของอาหารการกินขาดแคลนกันทั่วหน้า</p>
<p>           นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ชาวบ้านยังต้องประสบเคราะห์กรรมจากปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองอีกด้วย เนื่องจากการปะทะและต่อสู้ระหว่าง กองทหารของรัฐบาลพม่า กับกองกำลังติดอาวุธกู้ชาติ อีกทั้งกองกำลังกู้ชาติบางกลุ่มแปรตัวเองไปเป็นโจรปล้นสดมภ์ชาวบ้าน</p>
<p>          ด้วยความเบื่อหน่ายเรื่องการรบราฆ่าฟันกัน ระหว่างชนเผ่า หลวงพ่ออุตตมะ จึงตัดสินใจจากบ้านเกิด มุ่งหน้าสู่ดินแดนประเทศไทย เป้าหมายที่แท้จริงของท่านในเวลานั้น คือเขาพระวิหาร ปรากฏว่าเมื่อชาวบ้านรู้ข่าวต่างเสียใจ ไม่อยากให้ท่านจากไป พากันร้องไห้ระงมด้วยความอาลัย ซึ่งท่านได้ชี้แจงการออกเดินทางของท่านว่า</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #008000;">“การไปของเราจะเป็นปรหิต เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น”</span><br />
</span></strong>         หลวงพ่ออุตตมะ เดินทางเข้าเมืองไทยในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2492-2493 ทางหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก ชายแดนเขตจังหวัดกาญจนบุรี โดยได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยสองคน ซึ่งมีเชื้อสายมอญพระประแดงที่มาทำเหมืองแร่ที่บ้านอีต่อง ทั้งคู่ได้จัดบ้านพักหลังหนึ่งให้เป็นกุฏิชั่วคราวของหลวงพ่อ มีชาวเหมืองจำนวนมากมาทำบุญกับหลวงพ่อ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นไม่มีวัดและพระสงฆ์เลย</p>
<p>          เดิมทีนั้น คนไทยเชื้อสายมอญพระประแดงทั้งสอง ต้องการสร้างกุฏิถวายหลวงพ่ออุตตมะให้จำพรรษาอยู่ที่บ้านอีต่อง แต่หลวงพ่อไม่รับ เนื่องจากเกรงว่าจะกลายเป็นพระเถื่อนเข้าเมืองไทย ท่านจึงต้องการไปขออนุญาตจากพระผู้ใหญ่ที่ปกครองเขตปิล็อกเสียก่อน ทั้งสองจึงพาหลวงพ่ออุตตมะ มาจำพรรษาที่วัดท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กับหลวงพ่อไตแนม ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงและอุปสมบทที่วัดเกลาสะเช่นเเดียวกับหลวงพ่ออุตตมะ</p>
<p>         ปี พ.ศ. 2494 ขณะจำพรรษาที่วัดท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หลวงพ่ออุตตมะมีโอกาสไปสักการะพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ทำให้หลวงพ่อได้พบชาวไทยเชื้อสายมอญ ที่มาจากเมืองต่าง ๆ เช่น แม่กลอง สมุทรสาคร มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้นิมนต์หลวงพ่อ ไปจำพรรษาที่วัดบางปลา ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร</p>
<p>        หลังจากเดินทางกลับจากวัดบางปลา มาจำพรรษาที่วัดท่าขนุน หลวงพ่อไตแนมขอให้หลวงพ่ออุตตมะ ไปจำพรรษาที่วัดปรังกาสีซึ่งเป็นวัดร้าง บริเวณวัดปรังกาสีมีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และบริเวณนั้นไม่มีพระหรือวัดอื่นเลย หลวงพ่อร่วมกับกำนันชาวกะเหรี่ยงนิมนต์พระกะเหรี่ยง จากตลอดแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อยได้ 42 รูป มาอยู่ปริวาสที่วัดปรังกาสี 9 วัน 9 คืน หลัง<br />
         จากนั้นก็สร้างกุฏิและเจดีย์ขึ้น หลวงพ่ออุตตมะนิมนต์พระกะเหรี่ยงมาจำพรรษาที่วัด 3 รูป ท่านสอนภาษามอญแก่พระทั้ง 3 รูปนี้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการสอนธรรมะต่อไป</p>
<p>         หลวงพ่ออุตตมะจำพรรษาอยู่วัดปรังกาสีหนึ่งพรรษา ต่อมาผู้ใหญ่ทุม จากท่าขนุนมานิมนต์หลวงพ่อไปเยี่ยมหลวงปู่แสงทีวัดเกาะ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเคยไปจำพรรษาที่วัดโมกกะเนียง เกลาสะ และมะละแหม่งมาก่อน และในพรรษานั้น หลวงพ่ออุตตมะได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะ ตามคำนิมนต์ของหลวงปู่แสง</p>
<p>          ปี พ.ศ. 2494  ขณะที่หลวงพ่อจำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะ มีคนมาแจ้งข่าวแก่หลวงพ่อว่า ที่กิ่งอำเภอสังขละบุรีมีชาวมอญจากบ้านเดิมของหลวงพ่ออพยพเข้าเมืองไทย ทางทางบีคลี่เป็นจำนวนมาก และต้องการนิมนต์หลวงพ่อไปเยี่ยม เมื่อหลวงพ่ออุตตมะออกจากจำพรรษา แล้วเดินทางกลับไปยังอำเภอทองผาภูมิ และไปยังอำเภอสังขละบุรี และพบกับคนมอญทั้งหมดที่มาจากโมกกะเนียง เจ้าคะเล และมะละแหม่ง บ้านเกิดของท่าน หลวงพ่อจึงพาชาวมอญเหล่านี้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่าง นับเป็นจุดกำเนิดแรกเริ่มของชุมชนชาวมอญในสังขละบุรี</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ก<span style="color: #008000;"><span style="color: #008000;">ำเนิดวัดห</span>ลวงพ่ออุตตมะ</span></span></strong><br />
       <br />
        ในปี พ.ศ. 2499 หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกับชาวบ้านที่เป็นชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญได้พร้อมใจกันสร้างศาลาวัดขึ้น และสร้างเสร็จในเดือน 6 ของปีนั้นเอง  แต่เนื่องจากยังมิได้มีการขออนุญาตจากกรมการศาสนา วัดที่สร้างเสร็จจึงมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า <span style="color: #800000;"><strong>“วัดหลวงพ่ออุตตมะ”</strong> </span>ตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า <strong>“<span style="color: #800000;">สามประสบ”</span></strong><span style="color: #800000;"> </span>เพราะมีแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน  คือแม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี</p>
<p>        ในปี พ.ศ. 2505  เมื่อได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาเป็นที่เรียบร้อย หลวงพ่ออุตตมะจึงได้ตั้งชื่อสำนักสงฆ์ตามชื่ออำเภอเก่า (อำเภอวังกะ) ว่า  <strong>“<span style="color: #800000;">วัดวังก์วิเวการาม”</span></strong></p>
<p>         ในปี พ.ศ. 2513 หลวงพ่อเริ่มสร้างพระอุโบสถวัดวังก์วิเวการามโดยปั้นอิฐเอง</p>
<p>        ในปี พ.ศ. 2518 หลวงพ่อได้เริ่มสร้างเจดีย์จำลองแบบจากเจดีย์พุทธคยาที่ประเทศอินเดีย และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2529<br />
ตำแหน่งด้านการปกครองคณะสงฆ์และสมณศักดิ์</p>
<p>        ปี พ.ศ. 2504  เป็นเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม<br />
        ปี พ.ศ. 2505 เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสุวรรณาราม<br />
        ปี พ.ศ. 2509 เป็นพระกรรมวาจาจารย์<br />
        ปี พ.ศ. 2511 เป็นพระอุปัชฌาย์<br />
        ปี พ.ศ. 2512 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น พระครูอุดมสิทธาจารย์ ตำแหน่งเจ้าคณะตำบลชั้นโท<br />
        ปี พ.ศ. 2516 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระครูเจ้าคณะตำบลชั้นเอก <br />
        ปี พ.ศ. 2524 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่ พระอุดมสังวรเถร<br />
        ปี พ.ศ. 2534 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระราชอุดมมงคล</p>
<p>         หลวงพ่ออุตตมะ ท่านได้ผจญกับความเจ็บป่วยไข้ป่าที่ร้ายแรง และบรรดาสัตว์ป่าที่ ดุร้ายมาหลายแห่งหลายถิ่น แต่ท่านมิได้ไปสู้รบตบมือกับพวกมัน ท่านมีอาวุธธรรม เป็นเครื่องป้องกัน อาศัยจิตใจอันแน่วแน่มั่นคง เชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วดำเนินตาม อันเป็นที่สุดแห่งการปฏิบัติคือ <strong>“พระนิพาน”</strong> ในปัจจุบันนี้ หลวงพ่ออุตตมะท่านได้ละถิ่นกำเนิดในประเทศพม่า มาอยู่เป็นร่มโพธิ์ทองให้แก่มวลมนุษย์ผู้ใคร่ในธรรม และจะเป็นแดนชีวิตของท่าน คือ ประเทศไทย ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ท่านไม่ได้ถือเหล่าเผ่าพันธุ์ ท่านไม่ถือชาติถือตระกูล ท่านมีแต่ธรรมะคำสั่งสอนเป็นที่อาศัยให้จิตใจชื่นบาน ท่านไม่อาลัยแม้ชีวิตจะเป็นไป ถือความดีงามนั้นเท่านั้น เป็นที่อยู่และที่ไป หลวงพ่ออุตตมะ ท่านเป็นพระนักเดินธุดงคกรรมฐาน เป็นนักต่อสู้กิเลสภายในชั้นยอดองค์หนึ่ง ขณะที่ท่านดำเนินชีวิตในเพศสมณะ ท่ามกลางป่าเขาอยู่นั้น ท่านได้น้อมระลึกอยู่เสมอในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดังนี้ว่า “ผู้มีปัญญา ไม่ควรให้สิ่งล่วงไปแล้วมาตาม ไม่ควรหวังสิ่งซึ่งยังมาไม่ถึง เพราะว่าสิ่งใดล่วงพ้นไปแล้ว สิ่งนั้นอันเราละเสียแล้ว</p>
<p>          อนึ่ง สิ่งใดซึ่งไม่มาถึงเล่าสิ่งนั้นก็ยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญา จึงไม่ควรให้สิ่งที่ล่วงไปแล้วมาตามไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ก็ผู้มีปัญญาได้มาเห็นธรรมเป็นปัจจุบันเกิดขึ้น เฉพาะหน้าแจ้งชัดอยู่ในที่นั้น ๆ ใครจะพึงรู้ว่า ความตายจักไม่มีในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าสู้ความหน่วงเหนี่ยว ความผูกพันด้วยมฤตยู ความตาย ซึ่งมีเสนาใหญ่นั้นมิได้เลย ฉะนั้นความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน อันผู้มีปัญญาควรทำเสียในวันนี้เลยทีเดียว ไม่มีความเกียจคร้าน ขยันหมั่นเพียรทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างนี้ ผู้นั้นแลเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญดังนี้” หลวงพ่ออุตตมะ ได้อาศัยการเดินธุดงค์ ไปอยู่บำเพ็ญธรรมบนเขาหมู่บ้านชาวเขาก็หลายครั้งและเป็นเวลานาน ๆ ทางที่ท่านได้มุ่งหมายไปนั้น เป็นทางตรงที่บริสุทธิ์ ไม่มีโค้ง หรือมีซอยเล็ก ๆ ต่อไป ท่านหลวงพ่ออุตตมะ ท่านเป็นนักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ที่แท้จริง ท่านได้ออกเที่ยววิเวกไปในเขตเมืองทวาย และได้ผ่านเข้ามาทางประเทศไทย หลวงพ่ออุตตมะต้องผจญกับภัยอันตรายจากโจรป่า สัตว์ป่า ไข้ป่าต่าง ๆ มากมาย จนสามารถฟันฝ่ากับอุปสรรคนั้นได้ ก็ด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แม้ปัจจุบันนี้ หลวงพ่ออุตตมะ ก็มีความชราภาพลงไปมากแล้วหลวงพ่ออุตตมะ ก็ไม่เคยทอดทิ้งองค์แห่งการปฏิบัติเลย ขณะนี้หลวงพ่ออุตตมะ ยังเป็นขวัญจิตขวัญใจของเราชาวพุทธทุกคน ท่านยังรอต้อนรับผู้จะปฏิบัติธรรมกับท่าน แม้ท่านที่มองเห็นคุณค่ามหาศาลนี้ ก็ขอให้เดินทางไปนมัสการที่ วัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี คงจะได้พบกับแสงสว่างในธรรมะอย่างสิ้นสงสัย หลวงพ่ออุตตมะ นับว่าเป็นพระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่งในปัจจุบัน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">ข<span style="color: #000080;">อบคุณที่มาข้อมูลและรูปภาพ<br />
<a href="http://www.amulet.in.th/forums/view_topic.php?t=641" target="_blank">amulet.in.th</a><br />
</span></span><a href="http://blog.spu.ac.th/yuilovesmile/2008/07/17/entry-2" target="_blank">blog.spu.ac.th</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kanchanaburi.kapook.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%a1%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เมืองสังขละบุรี: กาญจนบุรี เมืองแห่งประวัติศาสตร์</title>
		<link>http://kanchanaburi.kapook.com/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://kanchanaburi.kapook.com/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Nov 2008 06:44:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>marita</dc:creator>
				<category><![CDATA[สถานที่ท่องเที่ยวจำงหวัดกาญจนบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[ตลาดวัดวังก์]]></category>
		<category><![CDATA[วัดหลวงพ่ออุตตมะ]]></category>
		<category><![CDATA[อำเภอสังขละบุรี]]></category>
		<category><![CDATA[เขื่อนวชิราลงกรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำซองกาเลีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://kanchanaburi.kapook.com/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[
     สำหรับทริปในวันนี้ เราขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่หนึ่งที่น่าจะถูกใจสำหรับคนที่ชอบสัมผัสกับธรรมชาติในเมืองเล็กๆ อย่าง        อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีชายแดนติดกับพม่า และเป็นดินแดนแห่งความฝันที่สัมผัสได้จริง ด้วยธรรมชาติของสายน้ำที่สวยงามเหมาะกับการล่องแพไม้ไผ่ คงถูกใจผู้ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวผจญภัยโดยเฉพาะ แต่เดิมนั้น อ.สังขละบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่มีชาวมอญบางส่วนอพยพหนีสงครามเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐาน จนมีการสร้าง “เขื่อนวชิราลงกรณ์” (เขื่อนเขาแหลม) ขึ้น ชาวมอญเหล่านี้จึงต้องอพยพอีกครั้ง และย้ายไปอยู่ตรงบริเวณเหนือเขื่อน 

      หากเพื่อนๆ ได้มาพักที่รีสอร์ทริมน้ำ ก็สามารถข้ามสะพานมอญผ่าน “แม่น้ำซองกาเลีย” ไปเที่ยวฝั่งชุมชนชาวมอญและวัดหลวงพ่ออุตตามะหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ฝั่งมอญ” ที่อยู่ตรงข้ามของแม่น้ำได้เมื่อเดินทางถึงตัวหมู่บ้านขอแนะนำให้แวะไปเที่ยว ตลาดเช้าที่ “ตลาดวัดวังก์” ก่อน เพราะช่วงเวลานี้เพื่อนๆ จะได้พบกับสีสันของชุมชน ที่จะมีชาวบ้านมาจับจ่ายชื้อของ คนหนุ่มสาวเตรียมไปไร่นาหรือแม้แต่เด็กๆ ที่เดินเรียงเป็นแถวไปโรงเรียน จนรู้สึกเหมือนกับยืนอยู่ที่เมืองมอญเลยทีเดียว

     เครื่องแต่งกาย..พวกผู้ชายชาวมอญมักนิยมนุ่งโสร่งกัน ส่วนผู้หญิงนิยมประแป้งพม่าที่มีสีเหลืองเหมือนขมิ้น ส่วนใหญ่คนที่นี่ยังคงใช้ภาษามอญสื่อสารกันอยู่ แถมข้าวของที่วางขายก็ยังคงแสดงความเป็นท้องถิ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย (แถมราคาไม่แพงด้วย)         เช่น โสร่ง ผ้าซิ่นมอญ ผักพื้นบ้าน หรือปลาสดๆ ที่มาจากเขื่อน เป็นต้น 

     ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่นี่มักจะนับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น วัด จึงเป็นสถานที่สำคัญที่เป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจ ดังเช่น
วัดวังก์วิเวการาม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="TEXT-ALIGN: center"><a href="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k11.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-28" title="k11" src="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k11.jpg" alt="" width="278" height="195" /></a></p>
<p style="TEXT-ALIGN: left">    <span style="color: #800000;"> สำหรับทริปในวันนี้ เราขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่หนึ่งที่น่าจะถูกใจสำหรับคนที่ชอบสัมผัสกับธรรมชาติในเมืองเล็กๆ อย่าง        อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีชายแดนติดกับพม่า และเป็นดินแดนแห่งความฝันที่สัมผัสได้จริง ด้วยธรรมชาติของสายน้ำที่สวยงามเหมาะกับการล่องแพไม้ไผ่ คงถูกใจผู้ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวผจญภัยโดยเฉพาะ แต่เดิมนั้น อ.สังขละบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่มีชาวมอญบางส่วนอพยพหนีสงครามเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐาน จนมีการสร้าง <strong>“เขื่อนวชิราลงกรณ์”</strong> (เขื่อนเขาแหลม) ขึ้น ชาวมอญเหล่านี้จึงต้องอพยพอีกครั้ง และย้ายไปอยู่ตรงบริเวณเหนือเขื่อน </span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><a href="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k4.jpg"><img class="size-medium wp-image-29 aligncenter" title="k4" src="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k4.jpg" alt="" width="279" height="219" /></a></p>
<p><span style="color: #000000;">     </span><span style="color: #800000;"> หากเพื่อนๆ ได้มาพักที่รีสอร์ทริมน้ำ ก็สามารถข้ามสะพานมอญผ่าน <strong>“แม่น้ำซองกาเลีย”</strong> ไปเที่ยวฝั่งชุมชนชาวมอญและวัดหลวงพ่ออุตตามะหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า <strong>“ฝั่งมอญ”</strong> ที่อยู่ตรงข้ามของแม่น้ำได้เมื่อเดินทางถึงตัวหมู่บ้านขอแนะนำให้แวะไปเที่ยว ตลาดเช้าที่ <strong>“ตลาดวัดวังก์”</strong> ก่อน เพราะช่วงเวลานี้เพื่อนๆ จะได้พบกับสีสันของชุมชน ที่จะมีชาวบ้านมาจับจ่ายชื้อของ คนหนุ่มสาวเตรียมไปไร่นาหรือแม้แต่เด็กๆ ที่เดินเรียงเป็นแถวไปโรงเรียน จนรู้สึกเหมือนกับยืนอยู่ที่เมืองมอญเลยทีเดียว</span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><a href="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k5.jpg"><img class="size-medium wp-image-30       aligncenter" title="k5" src="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k5-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a><span style="color: #0000ff;"></span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #000000;">     </span><span style="color: #800000;">เครื่องแต่งกาย..พวกผู้ชายชาวมอญมักนิยมนุ่งโสร่งกัน ส่วนผู้หญิงนิยมประแป้งพม่าที่มีสีเหลืองเหมือนขมิ้น ส่วนใหญ่คนที่นี่ยังคงใช้ภาษามอญสื่อสารกันอยู่ แถมข้าวของที่วางขายก็ยังคงแสดงความเป็นท้องถิ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย (แถมราคาไม่แพงด้วย)         เช่น โสร่ง ผ้าซิ่นมอญ ผักพื้นบ้าน หรือปลาสดๆ ที่มาจากเขื่อน เป็นต้น </span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: center"><a href="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-31" title="k2" src="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k2-240x300.jpg" alt="" width="240" height="300" /></a></p>
<p style="TEXT-ALIGN: left">     <span style="color: #800000;">ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่นี่มักจะนับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น วัด จึงเป็นสถานที่สำคัญที่เป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจ ดังเช่น<br />
วัดวังก์วิเวการาม หรือเรียกตามอย่างชาวบ้านว่า <strong>“วัดหลวงพ่ออุตตมะ” </strong>เป็นวัดประจำหมู่บ้านของชาวมอญ และมีความสำคัญต่อ       จ.กาญจนบุรี เพราะได้รับความศรัทธาจากผู้คนทั่วทุกสารทิศ สังเกตได้จากสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตภายในวัด ทั้งโบสถ์ วิหาร ศาลา และที่สำคัญ คือ เจดีย์พุทธคยาจำลอง เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2525 ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง 42 เมตร สูง 59 เมตร เสาข้างใน 4 ทิศเป็นหลักข้ออ้อย ติดกระเบื้องสีเคลือบ สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2529 สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลๆ </span></p>
<p style="TEXT-ALIGN: left"><span style="color: #800000;">     นอกจากนั้นภายใน เจดีย์พุทธคยา ยังเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าส่วนนิ้วกระดูกหัวแม่มือขวาขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าวสารอีกด้วยด้านข้างเจดีย์เป็นเพิงขายของที่ระลึก มีสินค้าหลากหลายให้เลือกในราคาที่แสนถูก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องไม้ที่มาจากพม่าและเหมาะมากสำหรับซื้อกลับไปเป็นของฝากแถมมีบริการจัดส่งให้ด้วย   </span></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k3.jpg"><img class="size-medium wp-image-32   aligncenter" title="k3" src="http://kanchanaburi.kapook.com/wp-content/uploads/2008/11/k3.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a><br />
<span style="color: #0000ff;"></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #800000;">แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ</span></strong></span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #800000;">     ด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งอยู่บนช่องสันเขามีพื้นที่กว้างประมาณ 2 &#8211; 3 ไร่ สันเขานี้อยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ท้องที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี แนวที่ตั้งเจดีย์ทั้ง 3 องค์ จะเรียงกันจากด้านทิศตะวันออกไปสู่ด้านทิศตะวันตก องค์ที่อยู่ด้านทิศตะวันออกอยู่ในเขตแดนของฝ่ายไทย และองค์ที่อยู่ด้านทิศตะวันตกอยู่ในเขตแดนฝ่ายพม่า สำหรับองค์กลางตั้งอยู่บนเส้นแบ่งพรมแดน ไทย – พม่า </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #800000;">     เที่ยวป่าสังขละบุรี.. มีบริการนำเที่ยวของสถานที่พักในเขตอำเภอสังขละบุรี โดยจัดให้นักท่องเที่ยวล่องเรือไปตามลำน้ำซองกาเลียแล้วต่อด้วยการนั่งช้างเที่ยวป่าหรือล่องแก่งสามารถติดต่อล่วงหน้าที่บริษัทนำเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลางเขต 1 โทร. (034) 511200, 512500</span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #800000;">     น้ำตกคลีตี้.. อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร คลีตี้ เป็นภาษากะเหรี่ยงแปลว่า “เสือโทน” มีต้นน้ำอยู่บนยอดเขาดีกะ ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร การเดินทางไปน้ำตกคลีตี้บนต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2 วัน จากบ้านกะเหรี่ยงคลีตี้ และจะต้องมีลูกหาบและคนนำทาง </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #800000;">     ส่วนน้ำตกคลีตี้ล่าง อยู่เหนือทะเลสาบแควใหญ่บริเวณลำเขางู ใช้เวลาเดินทางโดยทางเรือจากท่าเรือกระดานหรือท่าหม่องกระแทะ ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร.. มีพื้นที่อยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีและอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน ยอดเขาสูงสุดคือ เขาใหญ่ อยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่ เป็นต้นน้ำของลำธารหลายสาย มีป่าไม้หลายชนิดประกอบด้วยทุ่งหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #800000;">     การเดินทาง… “ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร” .. ยังไม่สะดวกนัก เนื่องจากสภาพถนนบางช่วงไม่ดี จากเส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี บริเวณแยกห้วยเสือ ไปยังบ้านคลีตี้ ระยะทาง 42 กิโลเมตร ต่อจากนั้นมีทางแยกไปที่ทำการเขตฯ ที่ห้วยซ่งไท้อีก 40 กิโลเมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับผู้สนใจศึกษาธรรมชาติ </span></p>
<p style="text-align: left;"><span style="color: #800000;">     ผู้ที่จะไปทุ่งใหญ่นเรศวรต้องทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้า 15 วัน เรียนผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 561–4292-3 ต่อ 706–7 การเดินทางสู่สังขละบุรี ทางรถยนต์ เส้นทางที่ 1 ไปตามถนนเพชรเกษมหรือไปตามถนนบรมราชชนนี ผ่านนครชัยศรี นครปฐม บ้านโป่ง ท่ามะกา ท่าม่วง ถึงจังหวัดกาญจนบุรี ระยะทาง 129 กม.ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ทางรถโดยสารประจำทาง </span></p>
<ul>
<li>
<div style="text-align: left;"><span style="color: #800000;">รถโดยสารปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ รถปรับอากาศชั้นหนึ่ง ออกทุก 15 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00-22.30 น. รถปรับอากาศชั้นสองออกทุก 20 นาที ตั้งแต่เวลา 05.10-20.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 435-1200, 434-7192 </span></div>
</li>
<li>
<div style="text-align: left;"><span style="color: #800000;">รถโดยสารธรรมดา ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ทุก 15 นาที ตั้งแต่เวลา 04.00-20.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 434-5557-8 ทางรถไฟ ออกจากสถานีรถไฟบางกอกน้อย วันละ 2 เที่ยว เวลา 07.50 น. และ 13.45 น. แวะจอดที่สถานีกาญจนบุรี สะพานข้ามแม่น้ำแคว ท่ากิเลน สถานีน้ำตก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 411-3102 วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ มีรถไฟเที่ยวพิเศษ นำเที่ยวไปกลับภายในวันเดียว</span></div>
</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://kanchanaburi.kapook.com/%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
