อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

         เมืองสิงห์เป็นเมืองโบราณที่เกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของอารยธรรมขอม อยู่สุดชายแดนทางด้านตะวันตกของไทย มีกำแพงเมืองขนาด 800×900ม. เนื้อที่ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ในเมืองมีสระน้ำหกสระและโบราณสถานสำคัญสี่แหง ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตกของเมืองล้อมรอบด้วยคูน้ำ คันดินเจ็ดชั้น แต่ละชั้น*งกันไม่มากนัก บางส่วนยังมีร่องรอยเหลือให้เห็นได้ชัดเจน

  

 

         ประวัติ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมืองสิงห์และโบราณสถานภายในเมืองสร้างขึ้นเมื่อใด จากโบราณสถานที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นศิลปกรรมแบบขอมสมัยบายน (มีอายุในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ผสมผสานกับศิลปะทวารวดีโดยฝีมือช่างพื้นเมืองซึ่งหยาบกว่าฝีมือช่างขอมที่ปราสาทบายน นครธม มาก ทำให้สันนิษฐานว่า เมืองสิงห์มีอายุ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งพุทธศาสนานิกายมหายานจากกัมพูชา แพร่หลายเข้าสู่ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนหน้าพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์

  

 

         ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 กรมศิลปากรขุดแต่งบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2517-2529 และเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2530 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี

สิ่งที่น่าสนใจ

         ปราสาทเมืองสิงห์(โบราณสถานหมายเลข 1)สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นิกายมหายาน ปราสาทตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมือง มีทางเดินรูปกากบาทเชื่อมระหว่างประตูเมืองด้านทิศตะวันออกกับซุ้มประ*้านหน้า แต่ก่อสร้างเยื้องกันเล็กน้อย ไม่ตรงพอดีเหมือนที่อื่น ตัวปราสาทก่อด้วยศิลาแลง ฉาบปูน ประดับลวดลายปูนปั้น มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ศิลาแลงที่ใช้ก่อสร้างได้มาจากเมืองครุฑ ซึ่งเป็นแหล่งตัดหินริมแม่น้ำแควน้อย *งจากเมืองสิงห์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กม.

  

 

         ด้านหน้าปราสาทมีลานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่มุมทั้งสี่ของลานแอ่งตื้นๆ ขนาดเล็ก รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รอบแอ่งเป็นหลุมสี่เหลี่ยมตื้นๆ ขนาดเท่าก้อนศิลาแลงเรียงกันอยู่เป็นคู่ สันนิษฐานว่า ใช้สำหรับวัดระยะในการสร้างโบราณสถานแห่งนี้

ปราสาทเมืองสิงห์มีส่วนประกอบดังนี้

         ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขยื่นออกไปรับกับมุขของโคปุระ(ซุ้มประตู) ทั้งสี่ทิศ หน้าปรางค์ด้านตะวันออก สันนิษฐานว่าทำเป็นระเบียงเครื่องไม้รูปกากบาท มุงหลังคาด้วยกระเบื้องกาบกล้วย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงฐานอาคาร เนื่องจากปรางค์ส่วนยอดพังทลายลงมาหมดแล้ว พบเพียงกลีบบัวส่วนยอดสลักด้วยหินทราย ตกอยู่ใกล้โคปุระทางทิศตะวันตก

 

 

ภายในปรางค์ ค้นพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรปางเปล่งรัศมี พระนางปรัชญาปารมิตา พระพุทธรูปนาคปรกหินทราย ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้นำรูปจำลองของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาประดิษฐานไว้ ส่วนองค์จริงนำไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

         โคปุระ (ซุ้มประตู) และระเบียงคด อยู่ล้อมรอบปรางค์ประธานทั้งสี่ทิศ ด้านทิศเหนือและทิศใต้พังทลาย เหลือเพียงเรือนธาตุ ด้านทิศตะวันตกที่สมบูรณ์ มากที่สุด ปัจจุบันดิษฐานรูปจำลองของพระนางปรัชญาปารมิตา โคปุระทุกด้านมีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกัน มีผนังสองด้าน หลังคาเป็นศิลาแลงเรียงซ้อนเหลี่ยมเป็นเส้นโค้ง มีบราลีดินเผาประดับอยู่บนสันหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้นกมาเกาะสันหลังคา ระเบียบด้านที่สมบูรณ์ที่สุดคือด้านที่เชื่อมระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือซึ่งมีภาพสลักนูนต่ำรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

        

         บรรณาลัย สร้างขึ้นเพื่อเก็บคัมภีร์ทางศาสนา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ประตูทางเข้าอยู่ด้านตะวันตก ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้มีช่องหน้าต่างเล็กๆ ตำแหน่งการสร้างเช่นนี้พบในศาสนสถานอีกหลายแห่งที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมนที่

 

 

         กำแพงแก้ว เป็นกำแพงล้อมรอบตัวปราสาท ส่วนใหญ่พังทลายเกือบหมด มีลักษณะเป็นกำแพงศิลาแลงสูง มีศิลาแลงคล้ายใบเสมาวางเรียงกันอยู่บนสันแนวกำแพง

         โบราณสถานหมายเลข 2 อยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของปราสาทเมืองสิงห์ สร้างด้วยศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น ลักษณะพื้นเมืองคล้ายศิลปะทวารวดี ประกอบด้วยปรางค์ประธานตั้งอยู่ตรงกลาง มีโคปุระสี่ด้านเชื่อมกันด้วยระเบียงคด โคปุระตะวันออกอยู่*งจากปรางค์ประธานมากกว่าด้านอื่นๆ แต่ระเบียงคดด้านตะวันออกมีเพียงฐาน ไม่มีผนังและหลังคาคลุมตามแบบแผนที่ควรเป็น เมื่อทำระเบียงคดระหว่างโคปุระด้านทิศเหนือกับทิศใต้แล้ว ทำให้ดูเหมือนเป็นปรางค์สามองค์เรียงกัน

 

         โบราณสถานหมายเลข 3 ตั้งอยู่นอกกำแพงแก้วด้านตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทเมืองสิงห์ มีสภาพชำรุดมาก ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างประเภทใด ร่องรอยเหลือเฉพาะแนวฐานของโบราณขนาดเล็ก ภายในกลวง ฐานชั้นล่างเป็นฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยศิลาแลง ถัดขึ้นมาเป็นฐานปัทม์ ก่อด้วยอิฐ ชั้นบนสุดก่อนด้วยศิลาแลง

 

 

         โบราณสถานหมายเลข 4 อยู่ใกล้กับโบราณสถานหมายเลข 3 มีสภาพชำรุดมากเช่นกัน ตัวอาคารก่อศิลาแลงเรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นระยะสี่ห้อง พื้นบางส่วนปูศิลาแลง มีกรวดแม่น้ำและทรายอัดแน่น

 

          อาคารจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ จัดแสดงภาพถ่ายและเรื่องราวในการบูรณะอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ รวมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุหลายชื้นที่หักพังและค้นพบในช่วงบูรณะ เช่นลวดลาย ปูนปั้น เศษกระเบื้อง บราลี กลีบขนุน ภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนพระพักตร์ของพระพุทธรูปหินทรายขนาดใหญ่ รูปจำลองพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา และพระพุทธรูปนาคปรกหินทรายอีกหลายองค์(องค์จริงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) เทวรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นำมาจากกัมพูชา ส่วนพระพุทธรูปส่วนใหญ่เป็นศิลปะลพบุรีฝีมือช่างพื้นเมือง

 

          หลุมขุดค้นทางโบราณคดี อยู่ริมแม่น้ำแควน้อยนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ ในหลุมขุดค้นพบโครงกระดูกสี่โครง และเครื่องมือเครื่องใช้ ทั้งภาชนะสำริด ดินเผา เครื่องมือเหล็ก สร้อยคอทำด้วยลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว รวมทั้งพบแกลบข้าวติดอยู่ที่ขวานสำริดข้างศพด้วย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นที่ฝังศพของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในราว 2,000 ปีก่อน ซึ่งแสดงว่ามีการตั้งชุมชนกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยนานมาแล้ว และมีพิธิกรรมการฝังศพที่แยกตามฐานะอย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการจัดแสดงโครงกระดูกที่สภาพสมบูรณ์เอาไว้ในหลุมขุดค้นสองโครง ส่วนที่เหลือนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ที่ตั้งและการเดินทาง

ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ที่บ้านปากกิเลน หมู่1 ต.วังสิงห์ อ.ไทรโยค อยู่*งจาก อ.เมืองกาญจนบุรีประมาณ 43 กม.

 

 

รถยนต์ส่วนตัว

มาตามทางหลวงหมายเลข 323(กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ) ประมาณ 17 กม จะมีทางแยกซ้ายมือ มีป้ายบอกทางชัดเจน จากนั้นมาตามทางหลวงหมายเลข 3455 อีกประมาณ 9 กม เมื่อถึงสามแยก ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 200ม. จะถึงปากทางเข้า

 

 

รถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถกาญจนบุรี-สังขละบุรี หรือกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ มาลงที่แยกปากกิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าไป ส่วนขากลับต้องนัดหมายให้รถมารับ

 

 

รถไฟ ขึ้นรถไฟสายธนบุรี-น้ำตก มาลงที่สถานีท่ากิเลน แล้วนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง

 

อัตราค่าเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

          อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.00 น. ค่าเข้าชม คนไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท นักท่องเที่ยวที่ต้องการขอวิทยากรนำชม หรือสอบถามรายละเอียด ติดต่อได้ที่ที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โทร. (034) 591-122

ขอบคุณที่มาข้อมูล
trekkingthai.com

อำเภคไทรโยค


ประวัติ
ประวัติอำเภอไทรโยค เมืองไทรโยค เป็นเมืองหนึ่งในหัวเมืองประวัติศาสตร์ เป็นเมืองหน้าด่านมีประวัติความเป็นมาไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ปี ในพระราชพงษาวดารกรุงศรีอยุธยาในปี พุทธศักราช ๒๒๐๖ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาไปตีทัพพม่าที่เมืองไทรโยคโดยมีด่านบ้องตี้เป็นเส้นทางเดินทัพ เมืองไทรโยค เดิมเป็นถิ่นอาศัยของชาวมอญ เมืองต่างๆในเขตนี้ รวมเรียกว่า “เจียงเดิงสะเปาะ” มีเมืองสิงห์ เมืองลุ่มสุ่ม เมืองท่าตะกั่ว เมืองไทรโยค เมืองท่าขนุน เมืองทองผาภูมิ และเมืองท่ากระดาน ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดตั้งระเบียบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้น ทรงจัดตั้งเมืองไทรโยคเป็น “กิ่งอำเภอไทรโยค” ขึ้นกับอำเภอวังกะ (สังขระบุรี) ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ และยกขึ้นเป็น “อำเภอไทรโยค” อีกครั้ง ในปี พ.ศ.๒๔๔๔ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงยุบอำเภอไทรโยคลงเป็นตำบลขึ้นกับอำเภอเมืองกาญจนบุรี และในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้ ทรงยกขึ้นเป็นกิ่งอำเภออีกครั้งหนึ่ง โดยขึ้นกับอำเภอเมืองกาญจนบุรี จนกระทั่งยกขึ้นเป็น “อำเภอไทรโยค” อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ จนถึงปัจจุบัน ในด้านคณะสงฆ์ ในพระราชพงศาวดาร ในตำนานพระอารามและพระธรรมเนียบสมณศักดิ์ ของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงเอ่ยถึงตำแหน่งพระครูประจำหัวเมือง ตำแหน่งผู้รั้งเจ้าคณะเมืองไทรโยค ที่ พระครูไภยคีรีศรีสังฆณาจารย์ญาณมุนี จากพระราชพงศาวดารดังกล่าวย่อมแสดงถึงความสำคัญด้านคณะสงฆ์ ปัจจุบันในด้านการปกครองคณะสงฆ์อำเภอไทรโยค ได้แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๑ ตำบล วัดจำนวน ๕๘ วัด และสำนักสงฆ์อีก ๑๓ สำนัก ทำเนียบเจ้าคณะอำเภอไทรโยค (นับแต่การตั้งอำเภอไทรโยค พ.ศ. ๒๕๐๖) ๑. พระครูนิโครธคณาภิบาล วัดปากกิเลน (พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๑๗) ๒. พระครูนิโครธโยคาภิรักษ์ วัดน้ำตก (พ.ศ. ๒๕๑๗ – ปัจจุบัน)

สถานที่ท่องเที่ยว
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอไทรโยค อยู่ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดประมาณ 50 กิโลเมตร ลักษณะทั่วไปเป็นพื้นทีป่าไม้และภูเขา มีแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงคือ น้ำตกไทรโยค ถ้ำละว้า ถ้ำดาวดึงส์ และ อุทยานประวัติศาตร์ เมืองสิงห์ เป็นต้น มีสถานที่
ประเภท รีสอร์ท และแพพักอยู่เป็นจำนวนมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อน ท่ามกลางธรรมชาติ
และ สนามกอล์ฟอยู่หลายสนาม
การเดินทาง สู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆในอำเภอไทรโยค นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางจากสถานนีขนส่ง จังหวัดกาญจนบุรีหมายเลข 8203 ถึงบริเวณน้ำตกไทรโยคน้อย และ น้ำตกไทรโยคใหญ่ มีรถออกทุกๆ 30 นาที ตั้งแต่ 06.45-18.30 น.ทุกวัน หรือ ใช้บริการรถไฟ ตามเส้นทาง รถไฟสายมรณะถึงสถานนีน้ำตก มีรถออกวันละ 3 เที่ยว เวลา 06.10 , 10.55   , 16.35 ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2 ชั่วโมง หรือ ใช้บริการของบริษัท นำเที่ยวในจังหวัด ที่จดทะเบียนถูกต้อง ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคกลางเขต 1  034 511200

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ หรือที่เรียกกันว่า “ปราสาทเมืองสิงห์” อยู่ห่างจากพิพิธภัณฑสถานบ้านเก่าประมาณ7 กิโลเมตร เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางสายกาญจนบุรี-ไทรโยค จนถึงกิโลเมตรที่ 15 จะมีทางแยกซ้ายไปปราสาทเมืองสิงห์อีก 7 กิโลเมตร เป็นโบราณสถานที่มีศิลปะการก่อสร้างอยู่ในยุคลพบุรีตอนปลาย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16–18 ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีเนื้อที่ประมาณ 800 กว่าไร่ กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลงขนาดกว้าง 880 เมตร โดยได้รับอิทธิพลทางศาสนา และวัฒนธรรมจากกัมพูชา ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง คูน้ำ และแนวคันดิน รูปแบบสถาปัตยกรรมและประติมากรรมสร้างตามลักษณะขอมแบบบายน ตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของประเทศกัมพูชาที่มีลักษณะช่างท้องถิ่นผสมอยู่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3458 5052-3

อุทยานแห่งชาติไทรโยค
อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีเนื้อที่ 598,750 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2523 สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน ประกอบด้วยพื้นที่ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ไทรโยคได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลกคือ ค้างคาวกิตติ และ ปูราชินี ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกอาศัยอยู่ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทรโยคเคยเป็นค่ายพักแรมของทหารญี่ปุ่น ปัจจุบันปรากฎร่องรอยเตาหุงข้าวและซากเตาไฟอยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยมนุษย์ยุคหินเก่า

น้ำตกไทรโยคใหญ่

หรือ เรียกอีกชื่อว่า น้ำตกเขาโจน ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค เนื่องจากเป็นน้ำตกที่ไหลตกลงจากหน้าผาลงสู่แม่น้ำแควน้อยราวกับกระโจนลงมา น้ำตกไทรโยคใหญ่จะมีน้ำตลอดปี และน้ำจะแรงมากในฤดูฝน และในอดีตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 ) เคยเสด็จประพาส ณ น้ำตกแห่งนี้ ภายในอุทยานฯ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติหลายเส้นทาง และมีจุดชมวิวสะพานแขวนไทรโยคที่จะเห็นน้ำตกไทรโยคได้ชัดเจน อัตราค่าเข้าชมอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท บริเวณอุทยานฯ มีบริการร้านอาหาร แพพัก แพล่อง เรือเช่า บ้านพัก ค่ายพักแรมและสถานที่กางเต็นท์ สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตบางเขน โทร. 0 2562 0760 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-18.00 น. วันเสาร์ เวลา 09.00-15.30น. หรือ www.dnp.go.th การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองกาญจน์ 104 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 (กาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) บริเวณกิโลเมตรที่ 82

น้ำตกไทรโยคน้อย(เขาพัง)

อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ถนนสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) กิโลเมตรที่ 46 เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณน้ำตกมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมจะมีน้ำมาก ในอดีตเมื่อ พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จประพาสบริเวณน้ำตกไทรโยค นอกจากนี้บริเวณน้ำตกไทรโยคน้อยยังได้มีการนำหัวรถจักรไอน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาตั้งไว้เพื่อรำลึกถึงการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่สร้างผ่านบริเวณหน้าน้ำตกเข้าสู่ประเทศพม่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดขบวนรถไฟสายน้ำตก พานักท่องเที่ยวไปชมน้ำตกแห่งนี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020 หรือ 1690 หรือที่เว็บไซต์ www.railway.co.th นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งอำเภอเมืองผ่านน้ำตกไทรโยคน้อย ซึ่งออกทุก 30 นาที ตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.30 น.

ถ้ำละว้า

เป็นถ้ำที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง อยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อย คนละด้านกับทางรถยนต์ ห่างจากริมน้ำขึ้นไปบนเขา 50 เมตร บริเวณปากถ้ำไม่กว้างนัก แต่ภายในถ้ำกว้างขวางใหญ่โตมาก แบ่งเป็นห้องต่างๆ เช่น ห้องท้องพระโรง ห้องดนตรี ห้องม่าน แต่ละห้องมีความงดงามของหินย้อยแตกต่างกันออกไป    น้ำตกไทรโยค หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “น้ำตกเขาโจน” เพราะน้ำที่ตกลงมาจากหน้าผาสู่แม่น้ำแควน้อยแรงมากราวกับกระโจนลงมา น้ำตกไทรโยคจะมีน้ำตลอดปี แต่น้ำจะแรงมากในฤดูฝน สามารถเดินทางเข้าถึงโดยทางรถยนต์ น้ำตกไทรโยค ตั้งอยู่ในบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค

ถ้ำดาวดึงส์
ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อยคนละด้านกับทางรถยนต์ ห่างจากริมฝั่งน้ำขึ้นไปบนเขาประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยรูปร่างวิจิตรพิสดารเหมือนโคมระย้าบ้าง เหมือนพระปรางค์บ้าง เหมือนเจดีย์และชายสไบบ้างภายในถ้ำอากาศโปร่งแต่มืดสนิทต้องมีตะเกียงและคนนำทาง    ในการเที่ยวชมถ้ำละว้า น้ำตกไทรโยค และถ้ำดาวดึงส์ ควรจัดเป็นรายการเดียวกัน โดยเมื่อถึงกาญจนบุรีแล้วให้ใช้เส้นทางสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 323) ไปยังท่าเสา ตรงกิโลเมตรที่ 44-45 เยื้องกับสถานีน้ำตกแล้วแยกซ้ายเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงท่าเรือปากแซงแล้วนั่งเรือหางยาวทวนน้ำขึ้นไปประมาณ 1 ชั่วโมง จะถึงปากถ้ำ จากถ้ำละว้านั่งเรือไปอีก 1 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกไทรโยค ซึ่งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำ และจากน้ำตกไทรโยคนั่งเรือไปอีก 1 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกไทรโยค ซึ่งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำ และจากน้ำตกไทรโยคนั่งเรือไปอีก 25 นาที จะถึงท่าเรือขึ้นถ้ำดาวดึงส์ ซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำแล้วเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะถึงถ้ำดาวดึงส์ ถ้าไม่ประสงค์ที่จะลงเรือที่ปากแซงก็สามารถขับรถต่อไปจนถึงกิโลเมตรที่ 55-56 แยกซ้ายเข้าโรงแรมหมู่บ้านแม่น้ำแคว แล้วเช่าเรือจากที่นี่ ซึ่งจะย่นระยะเวลาได้ ประมาณ 40 นาที ส่วนการเดินทางโดยใช้รถประจำทางนั้นใช้รถสายกาญจนบุรี-ไทรโยค ไปลงที่สถานีน้ำตก แล้วนั่งรถสองแถวเข้าไปยังท่าน้ำแล้วนั่งเรือต่อไปได้ บริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีบริการร้านอาหารและบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว รายละเอียดติดต่อกองอุทยานแห่ชาติ โทร. 02-579-7223, 502-79-5734

ถ้ำสวรรค์วังบาดาล
วังบาดาล(ถ้ำวังบาดาล) หรือเรียกว่า “ถ้ำสวรรค์วังบาดาล) อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตั้งอยู่ตำบลท่าเสา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 63 กิโลเมตร อยู่ด้านหลังน้ำตกไทรโยคน้อย มีป้ายบอกทางเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร จะพบหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯสามารถชมต้นน้ำตกไทรโยค การไปชมถ้ำต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 1,500 เมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางมีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพธรรมชาติ ถ้ำวังบาดาลมีความยาว 500 เมตร เป็นถ้ำขนาดเล็กแต่ลึกมาก ปากถ้ำเป็นช่องเล็กๆ แต่เข้าไปได้ทีละคน ลักษณะเป็นเป็นถ้ำหินปูน 2 ชั้น โดยชั้นบนจะมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม แบ่งเป็นห้องหลายห้อง เช่น ห้องม่านพระจันทร์ มีหินงอกหินย้อยลงมาคล้ายกับม่าน ห้องเข็มนารายณ์ มีลักษณะคล้ายเข็มแท่งใหญ่ย้อยลงมาสวยงามมาก ห้องเข็มนารายณ์ มีลักษณะคล้ายเข็มแท่งใหญ่ย้อยลงมาสวยงามมาก ส่วนชั้นล่างมีธารน้ำไหลผ่าน ลักษณะเหมือนอุโมงค์น้ำใต้หินขนาดใหญ่

ถ้ำไทรทอง
หรือถ้ำตาหม่อง ตั้งอยู่ที่บ้านไทรทอง ตำบลลุ่มสุ่ม ห่างจากตัวอำเภอไทรโยค ประมาณ 8 กิโลเมตร ไปตามถนนสายวังโพธิ์-บ้านท้ายเหมือง แล้วแยกเข้าเส้นทางสายบ้านพุน้อย-แก่งระเบิด ถึงบริเวณเชิงเขา ต่อจากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นไปยังปากถ้ำ ถ้ำไทรทองมีความกว้างของปากถ้ำ 20 เมตร ความยาวตลอดถ้ำประมาณ 100 เมตร มีอากาศถ่ายเทตอนปลายถ้ำมีช่องเปิดสู่ด้านบน ของภูเขา มีหินงอกหินย้อยสวยงาม    ช่องเขาขาด เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะ การเดินทางไปชม ใช้เส้นทางสายไทรโยค-ทองผาภูมิ ถึงกิโลเมตรที่ 66 บริเวณที่ทำการของ กรป. กลาง มีทางแยกซ้ายไปช่องเขาขาดอีก 500 เมตร ช่องเขาขาดเป็นภูเขาที่ ถูกตัดเป็นช่องเพื่อสำหรับ สร้างทางรถไฟในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันยังมีร่องรอยของทางรถไฟปรากฏอยู่

ช่องเขาขาด
เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะที่เฉลยศึกในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตัดเจาะภูเขาหินให้เป็นช่องทางรถไฟผ่านได้ ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 66 ในพื้นที่ของ กรป.กลาง อำเภอไทรโยค

ช่องเขาขาดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งความทรงจำ
เป็นสถานที่จัดแสดงมินิเธียเตอร์และรวบรวมข้อมูลถ่ายภาพ ข้าวของเครื่องใช้ระหว่างทางรถไฟในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง พิพิธพัณฑ์นี้จัดไว้อย่างสวยงาม

ถ้ำกระแซะ
ห่างจากตัวเมืองประมาณ 55 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 29–30 ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่เคยเป็นที่พักของเชลยศึกเมื่อครั้งสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะจากไทยไปพม่า ตัวถ้ำติดกับเส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี–น้ำตก วึ่งเป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันสิ้นสุดที่สถานีรถไฟน้ำตก ภายในถ้ำโปร่งและมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ มองจากปากถ้ำมาที่บริเวณทางรถไฟจะเห็นทิวทัศน์ที่งดงามและมองเห็นแม่น้ำแควน้อยอยู่เบื้องล่าง บริเวณนี้เป็นจุดที่สร้างทางรถไฟยากที่สุด เนื่องจากเส้นทางโค้งเลียบเขา เบื้องล่างเป็นแม่น้ำแควน้อย

ปางช้างไทรโยค
ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านลุ่มผึ้ง ตำบลลุ่มสุ่ม มีกิจกรรมล่องแพ นั่งช้างชมป่าธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เปิดบริการนั่งช้างและมีการแสดงช้างทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. การเดินทาง จากตัวเมืองกาญจนบุรีไปตามเส้นทางไทรโยค-ทองผาภูมิ ประมาณกิโลเมตรที่ 45 ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หรือ ทางรถไฟ ลงรถไฟที่สถานีวังโพธิ์ เปิดทุกวันเวลา 09.00-15.30 น. หากมาเป็นหมู่คณะกรุณาติดต่อล่วงหน้า สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3459 1255, 0 3459 1102, 1878 9979 หรือดูเว็บไซต์  www.elephantpark.net

วัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

อยู่ห่างจากตัวเมืองทางไปไทรโยคประมาณ 38 กิโลเมตร แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์เสือในจังหวัดกาญจนบุรี บนพื้นที่ 30 ไร่ มีสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงนานาชนิดอยู่ด้วยกันอย่างอิสระตามธรรมชาติ เช่น เสือโครง เก้ง กวาง หมูป่า ชะนี นกยูง ไก่ป่า ม้า ควาย แพะ นักท่องเที่ยวจะพบเห็นการอยู่ร่วมกันของสัตว์ป่านานาชนิดโดยสันติและเป็นเพื่อนที่ดีต่อพระและผู้คนทั่วไป เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. (ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปชมเสือโคร่ง การอาบน้ำ ให้อาหารเสือ) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน โทร. 0 3453 1557 ดูรายละเอียดและค่าธรรมเนียมเข้าชมได้ที่ เว็บไซต์ www.tigertemple.org

แคมป์ช้างวังโพธิ์
อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟวังโพธิ์ ภายในมีการแสดงช้าง นั่งช้าง และล่องแพ เปิดตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3459 1018 การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลย 323 แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลย 3343 อีก 7 กิโลเมตร (เส้นทางไปสถานีรถไฟวังโพธิ์)

มหัศจรรย์เขาวงกตต้นข้าวโพด
ตั้งอยู่บนพื้นที่ 26 ไร่ ของ กองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ช่องเขาขาด) ภายในได้ออกแบบทางเดินให้เหมือนกับเขาวงกตรายล้อมด้วยต้นข้าวโพดตลอดทั้งสองข้างทาง และยังมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งปลูกต้นทานตะวันไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงจังหวัดลพบุรี นอกจากนี้ยังมีหอสังเกตุการณ์ความสูง 34 ฟุต ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบท้าทายความสูง โดยสามารถปีนขึ้นไปชมความสวยงามพร้อมทั้งถ่ายภาพของ “มหัศจรรย์เขาวงกตต้นข้าวโพด” ในมุมมองแบบ Bird eyey view อีกด้วย เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็กและนักเรียน 10 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1020, 0 3451 3206
การเดินทาง ใช้เส้นทางสายกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 323) ประมาณกิโลเมตรที่ 68 ถึงก่อน “ช่องเขาขาดพิพิธภัณฑสถานแห่งความทรงจำ” ประมาณ 200 เมตร

ขอบคุณที่มาข้อมูล
kanchanaburi.com
puplu.igetweb.com


เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค