อุทยานแห่งชาติไทรโยค

ข้อมูลทั่วไป
     อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสน้ำตกไทรโยค และได้ลงสรงน้ำในธารน้ำอันเย็นฉ่ำภายใต้ร่มเงาแห่งแมกไม้ของป่าใหญ่ และเป็นแรงบันดาลใจให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงประพันธ์บทเพลง “เขมรไทรโยค” จนความงามของน้ำตกไทรโยคเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว

     เดิมพื้นที่ป่าบริเวณป่าวังใหญ่ และป่าแม่น้ำน้อย ในท้องที่ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ และตำบลไทรโยค ตำบลลุ่มสุ่ม ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 417 (พ.ศ. 2512) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2512 และป่าห้วยเขยง ท้องที่ตำบลท่าขนุน ตำบลปิล้อก ตำบลหินดาด และตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ และตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค ได้ประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 480 (พ.ศ. 2515) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2515

     เดือนธันวาคม 2519 กองอุทยานแห่งชาติได้รับแจ้งจากนายสมจิตต์ วงศ์วัฒนา หัวหน้าสวนสักไทรโยค ว่า บริเวณป่าน้ำตกไทรโยคมีสภาพป่าและสภาพธรรมชาติสวยงามมาก เหมาะสมจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติจึงมีหนังสือ ที่ กส 0808/3203 ลงวันที่ 14ธันวาคม 2519 เสนอกรมป่าไม้ให้ นายสมบูรณ์ วงศ์ภักดี นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปทำการสำรวจหาข้อมูลเบื้องต้นบริเวณป่าวังใหญ่ ป่าแม่น้ำน้อย และป่าห้วยเขยง จังหวัดกาญจนบุรี ปรากฏว่า บริเวณดังกล่าว มีธรรมชาติสวยงามที่สำคัญหลายแห่ง เช่น น้ำตกไทรโยค ถ้ำต่างๆ และสถานที่ทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง กล่าวคือ ในระหว่าง พ.ศ. 2484-2488 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เกณฑ์ทหารเชลยศึกทำการก่อสร้างทางรถไฟเพื่อที่จะเป็นเส้นทางต่อเข้าไปยังประเทศพม่า ส่วนหนึ่งของเส้นทางผ่านเข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เลียบลำน้ำแควน้อยไปจนจรดด่านเจดีย์สามองค์ ที่อำเภอ สังขละบุรี บริเวณต้นน้ำตกไทรโยคเป็นแหล่งหุงหาอาหารและที่พักพิงหลบภัย ดังปรากฏเตาหุงข้าวของทหารญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน เหมาะสมที่จะตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามบันทึกรายงานการสำรวจ ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2520

     กองอุทยานแห่งชาติจึงได้ดำเนินการจัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และเพื่อสนองนโยบายคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ วันที่ 9 มกราคม 2522 ในการที่จะเสริมมาตรการ อนุรักษ์ธรรมชาติ โดยจัดให้มีอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งที่ 2294/2522 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2522 ให้นายพิภพ ละเอียดอ่อน นักวิชาการป่าไม้ 5 และนายภูมิ สมวัฒนศักดิ์ ช่างโยธา 3 ไปดำเนินการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติไทรโยค ซึ่งได้มีหนังสือ ที่ กส 0708/9 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2522 รายงานผลการสำรวจเพิ่มเติมว่าพื้นที่ดังกล่าวมีจุดเด่นและสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามเหมาะสมเป็นอุทยานแห่งชาติ
กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้จึงได้เสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2523 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2523 เห็นสมควรให้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าวังใหญ่ ป่าแม่น้ำน้อย และป่าห้วยเขยง ในท้องที่ตำบลลิ่นถิ่น อำเภอทองผาภูมิ และตำบลไทรโยค ตำบลวังกระแจะ ตำบลบ้องตี้ ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 312,500 ไร่ หรือ 500 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 97 ตอนที่ 165 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2523 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 19 ของประเทศไทย และเป็นอุทยานแห่งชาติทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่ง

ักษณะภูมิประเทศ
     ลักษณะภูมิประเทศของอุทยานแห่งชาติไทรโยค ครอบคลุมพื้นที่ป่าวังใหญ่ ป่าแม่น้ำน้อย และป่าห้วยเขย่ง ส่วนหนึ่งอยู่ในป่าโครงการไม้กระยาเลย ประกอบด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่มีความสูงโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 300-600 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เทือกเขาส่วนใหญ่จะทอดยาวจากตอนเหนือของพื้นที่ลงมาทางใต้ ด้านทิศตะวันตกจรดชายแดนประเทศพม่า ส่วนที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาแขวะ สูงประมาณ 1,327 เมตร รองลงมา คือ ยอดเขาเราะแระ สูงประมาณ 1,125 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ราบที่เป็นบริเวณกว้างปรากฏเฉพาะริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแควน้อยตอนบนจุดที่ไหลผ่านเขตอุทยานแห่งชาติบริเวณบ้านวังกร่าง บ้านไทรโยค และที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค ที่ราบจุดอื่นๆ กระจายเป็นหย่อมเล็กๆ อยู่ตอนเหนือของพื้นที่ใกล้แนวเขตอุทยานแห่งชาติ ทางทิศตะวันออก ริมห้วยแม่น้ำน้อยและห้วยผึ้ง และตอนกลางของพื้นที่บริเวณห้วยแห้งและห้วยบ้องเติ้งเท่านั้น อุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำแควน้อยซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาตะนาวศรีในเขตอำเภอสังขละบุรี ลำน้ำสายหลักๆ ที่มีน้ำไหลตลอดปีได้แก่ ห้วยแม่น้ำน้อย และห้วยแม่น้ำเลาะห้วยเต่าดำ ห้วยไทรโยค ห้วยบ้องตี้ ห้วยบ้องเติ้ง และห้วยพลู

ลักษณะภูมิอากาศ
     เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติไทรโยคเป็นพื้นที่สูงชันที่ปกคลุมด้วยผืนป่า ทั้งยังมีเทือกเขาตะนาวศรีทอดยาวตลอดพรมแดนไทย-พม่า ปิดกั้นลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดผ่าน ทำให้ลักษณะอากาศภายในพื้นที่มีความผันแปรค่อนข้างมาก และส่วนหนึ่งของพื้นที่มีสภาพเป็นบริเวณอับฝน โดยฤดูฝนจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม โดยเดือนกันยายนจะเป็นเดือนที่ฝนตกชุกที่สุด ปริมาณฝนรวมทั้งปี 975มิลลิเมตร ฤดูหนาวจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยช่วงเดือนธันวาคมจะเป็นช่วงที่หนาวเย็นที่สุด และฤดูร้อน เริ่มประมาณกลางเดือนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นระยะที่ลมฝ่ายใต้พัดปกคลุมพื้นที่ ทำให้อากาศร้อนอบอ้าวทั่วไป โดยช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวที่สุด อุณหภูมิสูงสุดถึง 40 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวเหมาะแก่การเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศที่อุทยานแห่งชาติไทรโยคมากที่สุด ด้วยสภาพป่าที่เขียวขจี ธารน้ำที่ไหลแรงที่สายน้ำตกที่มีชีวิตชีวา กลุ่มหมอกที่ไหลเรี่ยลำแควน้อยเป็นมนต์ขลังแก่ผู้มาเยือนยิ่งนัก

ืชพรรณและสัตว์ป่า
     เนื่องจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรโยคส่วนใหญ่มีสภาพเป็นภูเขา และตั้งอยู่ที่ระดับความสูงแตกต่างกันตั้งแต่ 100 เมตร ไปจนถึง 1,327 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ส่งผลให้สังคมพืชแตกต่างกันตามระดับความสูง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้ง

     ป่าเบญจพรรณ เป็นสังคมพืชที่มีเนื้อที่มากที่สุดในอุทยานแห่งชาติ คือร้อยละ 84.47 พบขึ้นกระจายทั่วไปในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางระหว่าง 150-600 เมตร พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ขานาง ขี้อ้าย แดง ตะแบกเลือด เขลง แคหางค่าง งิ้วป่า ตะคร้อ ประดู่ กระพี้เขาควาย กาสามปีก กรวยป่า ขะเจ๊าะ กระพี้จั่น เก็ดแดง ฯลฯ พื้นป่าประกอบด้วยกล้าไม้ของไม้ชั้นบนและพันธุ์พืชชนิดอื่น เช่น กะตังใบ กระชายป่า กวาวเครือ หนามขี้แรด บุก เปราะป่า ผักปราบ และเอื้องหมายนา เป็นต้น เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หากิน และหลบภัยของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น นกขมิ้นน้อยธรรมดา นกปรอดคอลาย นกแซงแซว นกกางเขนดง นกจับแมลงจุกดำ นกจับแมลงสีฟ้า ค้างคาวคุณกิตติ กิ้งก่าบิน ตะกวด จิ้งจกดินลายจุด งูกะปะ และเต่าเหลือง เป็นต้น

     ป่าเต็งรัง เป็นสังคมพืชที่พบขึ้นกระจัดกระจายทางด้านทิศใต้ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลาง 80-400 เมตร มีเนื้อที่ร้อยละ 2.52 พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง พลวง เหียง รักใหญ่ มะกอกเกลื้อน งิ้วป่า รกฟ้า หาด เปล้าหลวง พื้นป่าประกอบด้วยกล้าไม้ของไม้ชั้นบนและพันธุ์พืชชนิดอื่นๆ เช่น มะม่วงหัวแมงวัน เสี้ยวป่า เคด ผักหวาน ไผ่หางช้าง ไผ่ไร่ กระดูกอึ่ง ลูกใต้ใบ เป็นต้น

     ป่าดิบแล้ง พบในบริเวณที่ค่อนข้างชุ่มชื้นทางทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติโดยเฉพาะในเขตอำเภอทองผาภูมิ และทิศตะวันตกติดชายแดนพม่า ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 450-600 เมตร มีพื้นที่ประมาณร้อยละ 2.95 พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ กระบก ยางนา ยางแดง หว้า กระบาก ตะแบกแดง มะส้าน ทะโล้ ก่อ ยางโอน ชมพู่ป่า เหมือด ฯลฯ พื้นป่าประกอบด้วยกล้าไม้ของไม้ชั้นบนและพันธุ์พืชชนิดอื่น เช่น กลอย กล้วยไม้ดิน กกสามเหลี่ยม เครือมัน ถั่วแปบ สาบเสือ เสี้ยว และพืชในสกุลขิง เป็นต้น เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หากิน และหลบภัยของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น ลิงลม ลิงกัง ค่างแว่นถิ่นเหนือ ชะนีมือขาว พญากระรอกดำ นกเงือกกรามช้าง นกกาฮัง กิ้งก่าบิน

     บริเวณพื้นล่างของป่าดิบแล้งเป็นที่หลบพักของสัตว์ที่หากินตามพื้นผิวดิน เช่น ช้างป่า สมเสร็จ กระทิง หมีควาย กวางป่า สัตว์ปีกที่คุ้ยเขี่ยหากินตามพื้นป่าได้แก่ นกกระทาดงแข้งเขียว นกแว่นสีเทา ชนิดสัตว์เลื้อยคลานที่พบได้แก่ เต่าหก งูเหลือม และงูจงอาง ในบริเวณที่เป็นยอดเขา หน้าผาสูงชัน และถ้ำหินปูน เป็นที่อาศัยและหากินของสัตว์บางชนิด ได้แก่ ค่างแว่นถิ่นเหนือ ลิงเสน เลียงผา ค้างคาวหน้ายักษ์เล็กสองสี ค้างคาวมงกุฎ ค้างคาวปีกถุงใหญ่ ค้างคาวปีกถุงต่อมคาง ค้างคาวคุณกิตติ นกเอี้ยงถ้ำ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น เหยี่ยวนกเขาชิครา นกนางแอ่นตะโพกแดง นกพิราบ งูเขียวร่อน บริเวณพื้นที่ติดชายน้ำ หาดทราย และแหล่งน้ำต่างๆ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ผสมพันธุ์วางไข่ของสัตว์หลายชนิด เช่น เก้ง กวางป่า หมูป่า ลิงเสน นากเล็กเล็บสั้น นากใหญ่ ชะมด อีเห็น กระรอกท้องแดง นกยางเขียว นกยูงไทย นกเขาใหญ่ นกกระปูดใหญ่ นกเอี้ยงสาริกา เต่าดำ เขียดจะนา เขียดหลังเขียว เขียดหนอง กบห้วยสีข้างดำ กบทูด คางคกเล็ก คางคกหัวเรียบ จงโคร่ง ปาดนิ้วแยกขาลาย อึ่งอี๊ดขาเหลือง อึ่งอี๊ดหลังลาย และอึ่งอ่าง

     ในบริเวณแม่น้ำแควน้อยและลำห้วยแยกสาขาต่างๆ จะพบปลาตะโกก ปลากระสูบ ปลาบ้า ปลาแมว ปลากราย ปลาปากใต้ ปลากดเหลือง ปลาแรด และปลาตะกรับ เป็นต้น สำหรับบริเวณพื้นที่ใกล้ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมจะพบแมวดาว กระแตธรรมดา กระจ้อน เหยี่ยวขาว เหยี่ยวนกเขา นกตะขาบทุ่ง นกแซงแซวหางปลา นกพิราบ นกเขาใหญ่ นกกระปูดใหญ่ นกกระปูดเล็ก นกปรอดก้นแดง นกเอี้ยงสาริกา นกกิ้งโครงคอดำ อีกา นกกะติ๊ด นกกระจอก ตุ๊กแกบ้าน กิ้งก่าหัวแดง แย้ คางคก เขียดหนอง กบนา เป็นต้น

     อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีสัตว์ที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง คือ ค้างคาวคุณกิตติ ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Craseonycteris thonglongyai ชื่อสามัญ Kitti’s hog-nosed Bat เป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบคือ คุณกิตติ ทองลงยา ค้นพบเมื่อปี 2516 ที่ถ้ำค้างคาวและถ้ำวังพระ นับเป็นค้างคาววงศ์ใหม่ มีเพียงชนิดเดียวในโลก และเป็นค้างคาวที่เล็กที่สุดในประเทศ เท่าที่สำรวจพบ นอกจากนี้ยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เล็กที่สุดในโลกอีกด้วย มีน้ำหนัก 1.5-2.0 กรัม ลำตัวยาว 2.5-3.0 เซ็นติเมตร มีสีน้ำตาล กางปีกออกจะกว้างประมาณ 10 เซ็นติเมตร หูค่อนข้างใหญ่จมูกคล้ายจมูกหมู อาศัยอยู่ตามถ้ำโดยทั่วไปจะอพยพย้ายถิ่นทันทีหากถูกรบกวนโดยมนุษย์ ปัจจุบันมีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์

อบคุณที่มาข้อมูลและรูปภาพ
dnp.go.th

อำเภคไทรโยค


ประวัติ
ประวัติอำเภอไทรโยค เมืองไทรโยค เป็นเมืองหนึ่งในหัวเมืองประวัติศาสตร์ เป็นเมืองหน้าด่านมีประวัติความเป็นมาไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ปี ในพระราชพงษาวดารกรุงศรีอยุธยาในปี พุทธศักราช ๒๒๐๖ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก) ยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาไปตีทัพพม่าที่เมืองไทรโยคโดยมีด่านบ้องตี้เป็นเส้นทางเดินทัพ เมืองไทรโยค เดิมเป็นถิ่นอาศัยของชาวมอญ เมืองต่างๆในเขตนี้ รวมเรียกว่า “เจียงเดิงสะเปาะ” มีเมืองสิงห์ เมืองลุ่มสุ่ม เมืองท่าตะกั่ว เมืองไทรโยค เมืองท่าขนุน เมืองทองผาภูมิ และเมืองท่ากระดาน ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงจัดตั้งระเบียบการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้น ทรงจัดตั้งเมืองไทรโยคเป็น “กิ่งอำเภอไทรโยค” ขึ้นกับอำเภอวังกะ (สังขระบุรี) ในปี พ.ศ. ๒๔๓๘ และยกขึ้นเป็น “อำเภอไทรโยค” อีกครั้ง ในปี พ.ศ.๒๔๔๔ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงยุบอำเภอไทรโยคลงเป็นตำบลขึ้นกับอำเภอเมืองกาญจนบุรี และในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้ ทรงยกขึ้นเป็นกิ่งอำเภออีกครั้งหนึ่ง โดยขึ้นกับอำเภอเมืองกาญจนบุรี จนกระทั่งยกขึ้นเป็น “อำเภอไทรโยค” อีกครั้ง เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ จนถึงปัจจุบัน ในด้านคณะสงฆ์ ในพระราชพงศาวดาร ในตำนานพระอารามและพระธรรมเนียบสมณศักดิ์ ของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงเอ่ยถึงตำแหน่งพระครูประจำหัวเมือง ตำแหน่งผู้รั้งเจ้าคณะเมืองไทรโยค ที่ พระครูไภยคีรีศรีสังฆณาจารย์ญาณมุนี จากพระราชพงศาวดารดังกล่าวย่อมแสดงถึงความสำคัญด้านคณะสงฆ์ ปัจจุบันในด้านการปกครองคณะสงฆ์อำเภอไทรโยค ได้แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๑ ตำบล วัดจำนวน ๕๘ วัด และสำนักสงฆ์อีก ๑๓ สำนัก ทำเนียบเจ้าคณะอำเภอไทรโยค (นับแต่การตั้งอำเภอไทรโยค พ.ศ. ๒๕๐๖) ๑. พระครูนิโครธคณาภิบาล วัดปากกิเลน (พ.ศ. ๒๕๐๖ – ๒๕๑๗) ๒. พระครูนิโครธโยคาภิรักษ์ วัดน้ำตก (พ.ศ. ๒๕๑๗ – ปัจจุบัน)

สถานที่ท่องเที่ยว
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอไทรโยค อยู่ห่างจากศูนย์กลางจังหวัดประมาณ 50 กิโลเมตร ลักษณะทั่วไปเป็นพื้นทีป่าไม้และภูเขา มีแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงคือ น้ำตกไทรโยค ถ้ำละว้า ถ้ำดาวดึงส์ และ อุทยานประวัติศาตร์ เมืองสิงห์ เป็นต้น มีสถานที่
ประเภท รีสอร์ท และแพพักอยู่เป็นจำนวนมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อน ท่ามกลางธรรมชาติ
และ สนามกอล์ฟอยู่หลายสนาม
การเดินทาง สู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆในอำเภอไทรโยค นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางจากสถานนีขนส่ง จังหวัดกาญจนบุรีหมายเลข 8203 ถึงบริเวณน้ำตกไทรโยคน้อย และ น้ำตกไทรโยคใหญ่ มีรถออกทุกๆ 30 นาที ตั้งแต่ 06.45-18.30 น.ทุกวัน หรือ ใช้บริการรถไฟ ตามเส้นทาง รถไฟสายมรณะถึงสถานนีน้ำตก มีรถออกวันละ 3 เที่ยว เวลา 06.10 , 10.55   , 16.35 ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2 ชั่วโมง หรือ ใช้บริการของบริษัท นำเที่ยวในจังหวัด ที่จดทะเบียนถูกต้อง ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงาน ททท. ภาคกลางเขต 1  034 511200

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ หรือที่เรียกกันว่า “ปราสาทเมืองสิงห์” อยู่ห่างจากพิพิธภัณฑสถานบ้านเก่าประมาณ7 กิโลเมตร เดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางสายกาญจนบุรี-ไทรโยค จนถึงกิโลเมตรที่ 15 จะมีทางแยกซ้ายไปปราสาทเมืองสิงห์อีก 7 กิโลเมตร เป็นโบราณสถานที่มีศิลปะการก่อสร้างอยู่ในยุคลพบุรีตอนปลาย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16–18 ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีเนื้อที่ประมาณ 800 กว่าไร่ กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลงขนาดกว้าง 880 เมตร โดยได้รับอิทธิพลทางศาสนา และวัฒนธรรมจากกัมพูชา ตัวปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง คูน้ำ และแนวคันดิน รูปแบบสถาปัตยกรรมและประติมากรรมสร้างตามลักษณะขอมแบบบายน ตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของประเทศกัมพูชาที่มีลักษณะช่างท้องถิ่นผสมอยู่ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 40 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3458 5052-3

อุทยานแห่งชาติไทรโยค
อุทยานแห่งชาติไทรโยค มีเนื้อที่ 598,750 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2523 สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน ประกอบด้วยพื้นที่ป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง ไทรโยคได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลกคือ ค้างคาวกิตติ และ ปูราชินี ปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกอาศัยอยู่ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทรโยคเคยเป็นค่ายพักแรมของทหารญี่ปุ่น ปัจจุบันปรากฎร่องรอยเตาหุงข้าวและซากเตาไฟอยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยมนุษย์ยุคหินเก่า

น้ำตกไทรโยคใหญ่

หรือ เรียกอีกชื่อว่า น้ำตกเขาโจน ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค เนื่องจากเป็นน้ำตกที่ไหลตกลงจากหน้าผาลงสู่แม่น้ำแควน้อยราวกับกระโจนลงมา น้ำตกไทรโยคใหญ่จะมีน้ำตลอดปี และน้ำจะแรงมากในฤดูฝน และในอดีตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 ) เคยเสด็จประพาส ณ น้ำตกแห่งนี้ ภายในอุทยานฯ มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติหลายเส้นทาง และมีจุดชมวิวสะพานแขวนไทรโยคที่จะเห็นน้ำตกไทรโยคได้ชัดเจน อัตราค่าเข้าชมอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท บริเวณอุทยานฯ มีบริการร้านอาหาร แพพัก แพล่อง เรือเช่า บ้านพัก ค่ายพักแรมและสถานที่กางเต็นท์ สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตบางเขน โทร. 0 2562 0760 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-18.00 น. วันเสาร์ เวลา 09.00-15.30น. หรือ www.dnp.go.th การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองกาญจน์ 104 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 (กาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) บริเวณกิโลเมตรที่ 82

น้ำตกไทรโยคน้อย(เขาพัง)

อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ถนนสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) กิโลเมตรที่ 46 เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณน้ำตกมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมจะมีน้ำมาก ในอดีตเมื่อ พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จประพาสบริเวณน้ำตกไทรโยค นอกจากนี้บริเวณน้ำตกไทรโยคน้อยยังได้มีการนำหัวรถจักรไอน้ำสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาตั้งไว้เพื่อรำลึกถึงการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่สร้างผ่านบริเวณหน้าน้ำตกเข้าสู่ประเทศพม่า การรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดขบวนรถไฟสายน้ำตก พานักท่องเที่ยวไปชมน้ำตกแห่งนี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020 หรือ 1690 หรือที่เว็บไซต์ www.railway.co.th นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งอำเภอเมืองผ่านน้ำตกไทรโยคน้อย ซึ่งออกทุก 30 นาที ตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.30 น.

ถ้ำละว้า

เป็นถ้ำที่มีความสวยงามมากแห่งหนึ่ง อยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อย คนละด้านกับทางรถยนต์ ห่างจากริมน้ำขึ้นไปบนเขา 50 เมตร บริเวณปากถ้ำไม่กว้างนัก แต่ภายในถ้ำกว้างขวางใหญ่โตมาก แบ่งเป็นห้องต่างๆ เช่น ห้องท้องพระโรง ห้องดนตรี ห้องม่าน แต่ละห้องมีความงดงามของหินย้อยแตกต่างกันออกไป    น้ำตกไทรโยค หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “น้ำตกเขาโจน” เพราะน้ำที่ตกลงมาจากหน้าผาสู่แม่น้ำแควน้อยแรงมากราวกับกระโจนลงมา น้ำตกไทรโยคจะมีน้ำตลอดปี แต่น้ำจะแรงมากในฤดูฝน สามารถเดินทางเข้าถึงโดยทางรถยนต์ น้ำตกไทรโยค ตั้งอยู่ในบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค

ถ้ำดาวดึงส์
ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อยคนละด้านกับทางรถยนต์ ห่างจากริมฝั่งน้ำขึ้นไปบนเขาประมาณ 1 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยรูปร่างวิจิตรพิสดารเหมือนโคมระย้าบ้าง เหมือนพระปรางค์บ้าง เหมือนเจดีย์และชายสไบบ้างภายในถ้ำอากาศโปร่งแต่มืดสนิทต้องมีตะเกียงและคนนำทาง    ในการเที่ยวชมถ้ำละว้า น้ำตกไทรโยค และถ้ำดาวดึงส์ ควรจัดเป็นรายการเดียวกัน โดยเมื่อถึงกาญจนบุรีแล้วให้ใช้เส้นทางสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 323) ไปยังท่าเสา ตรงกิโลเมตรที่ 44-45 เยื้องกับสถานีน้ำตกแล้วแยกซ้ายเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงท่าเรือปากแซงแล้วนั่งเรือหางยาวทวนน้ำขึ้นไปประมาณ 1 ชั่วโมง จะถึงปากถ้ำ จากถ้ำละว้านั่งเรือไปอีก 1 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกไทรโยค ซึ่งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำ และจากน้ำตกไทรโยคนั่งเรือไปอีก 1 ชั่วโมง จะถึงน้ำตกไทรโยค ซึ่งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำ และจากน้ำตกไทรโยคนั่งเรือไปอีก 25 นาที จะถึงท่าเรือขึ้นถ้ำดาวดึงส์ ซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำแล้วเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะถึงถ้ำดาวดึงส์ ถ้าไม่ประสงค์ที่จะลงเรือที่ปากแซงก็สามารถขับรถต่อไปจนถึงกิโลเมตรที่ 55-56 แยกซ้ายเข้าโรงแรมหมู่บ้านแม่น้ำแคว แล้วเช่าเรือจากที่นี่ ซึ่งจะย่นระยะเวลาได้ ประมาณ 40 นาที ส่วนการเดินทางโดยใช้รถประจำทางนั้นใช้รถสายกาญจนบุรี-ไทรโยค ไปลงที่สถานีน้ำตก แล้วนั่งรถสองแถวเข้าไปยังท่าน้ำแล้วนั่งเรือต่อไปได้ บริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีบริการร้านอาหารและบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว รายละเอียดติดต่อกองอุทยานแห่ชาติ โทร. 02-579-7223, 502-79-5734

ถ้ำสวรรค์วังบาดาล
วังบาดาล(ถ้ำวังบาดาล) หรือเรียกว่า “ถ้ำสวรรค์วังบาดาล) อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตั้งอยู่ตำบลท่าเสา ห่างจากตัวเมืองประมาณ 63 กิโลเมตร อยู่ด้านหลังน้ำตกไทรโยคน้อย มีป้ายบอกทางเข้าไปประมาณ 3 กิโลเมตร จะพบหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯสามารถชมต้นน้ำตกไทรโยค การไปชมถ้ำต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 1,500 เมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตลอดเส้นทางมีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพธรรมชาติ ถ้ำวังบาดาลมีความยาว 500 เมตร เป็นถ้ำขนาดเล็กแต่ลึกมาก ปากถ้ำเป็นช่องเล็กๆ แต่เข้าไปได้ทีละคน ลักษณะเป็นเป็นถ้ำหินปูน 2 ชั้น โดยชั้นบนจะมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม แบ่งเป็นห้องหลายห้อง เช่น ห้องม่านพระจันทร์ มีหินงอกหินย้อยลงมาคล้ายกับม่าน ห้องเข็มนารายณ์ มีลักษณะคล้ายเข็มแท่งใหญ่ย้อยลงมาสวยงามมาก ห้องเข็มนารายณ์ มีลักษณะคล้ายเข็มแท่งใหญ่ย้อยลงมาสวยงามมาก ส่วนชั้นล่างมีธารน้ำไหลผ่าน ลักษณะเหมือนอุโมงค์น้ำใต้หินขนาดใหญ่

ถ้ำไทรทอง
หรือถ้ำตาหม่อง ตั้งอยู่ที่บ้านไทรทอง ตำบลลุ่มสุ่ม ห่างจากตัวอำเภอไทรโยค ประมาณ 8 กิโลเมตร ไปตามถนนสายวังโพธิ์-บ้านท้ายเหมือง แล้วแยกเข้าเส้นทางสายบ้านพุน้อย-แก่งระเบิด ถึงบริเวณเชิงเขา ต่อจากนั้นต้องเดินเท้าขึ้นไปยังปากถ้ำ ถ้ำไทรทองมีความกว้างของปากถ้ำ 20 เมตร ความยาวตลอดถ้ำประมาณ 100 เมตร มีอากาศถ่ายเทตอนปลายถ้ำมีช่องเปิดสู่ด้านบน ของภูเขา มีหินงอกหินย้อยสวยงาม    ช่องเขาขาด เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะ การเดินทางไปชม ใช้เส้นทางสายไทรโยค-ทองผาภูมิ ถึงกิโลเมตรที่ 66 บริเวณที่ทำการของ กรป. กลาง มีทางแยกซ้ายไปช่องเขาขาดอีก 500 เมตร ช่องเขาขาดเป็นภูเขาที่ ถูกตัดเป็นช่องเพื่อสำหรับ สร้างทางรถไฟในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันยังมีร่องรอยของทางรถไฟปรากฏอยู่

ช่องเขาขาด
เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะที่เฉลยศึกในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ตัดเจาะภูเขาหินให้เป็นช่องทางรถไฟผ่านได้ ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 66 ในพื้นที่ของ กรป.กลาง อำเภอไทรโยค

ช่องเขาขาดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งความทรงจำ
เป็นสถานที่จัดแสดงมินิเธียเตอร์และรวบรวมข้อมูลถ่ายภาพ ข้าวของเครื่องใช้ระหว่างทางรถไฟในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง พิพิธพัณฑ์นี้จัดไว้อย่างสวยงาม

ถ้ำกระแซะ
ห่างจากตัวเมืองประมาณ 55 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 29–30 ถ้ำนี้เป็นถ้ำที่เคยเป็นที่พักของเชลยศึกเมื่อครั้งสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะจากไทยไปพม่า ตัวถ้ำติดกับเส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี–น้ำตก วึ่งเป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันสิ้นสุดที่สถานีรถไฟน้ำตก ภายในถ้ำโปร่งและมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ มองจากปากถ้ำมาที่บริเวณทางรถไฟจะเห็นทิวทัศน์ที่งดงามและมองเห็นแม่น้ำแควน้อยอยู่เบื้องล่าง บริเวณนี้เป็นจุดที่สร้างทางรถไฟยากที่สุด เนื่องจากเส้นทางโค้งเลียบเขา เบื้องล่างเป็นแม่น้ำแควน้อย

ปางช้างไทรโยค
ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านลุ่มผึ้ง ตำบลลุ่มสุ่ม มีกิจกรรมล่องแพ นั่งช้างชมป่าธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เปิดบริการนั่งช้างและมีการแสดงช้างทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. การเดินทาง จากตัวเมืองกาญจนบุรีไปตามเส้นทางไทรโยค-ทองผาภูมิ ประมาณกิโลเมตรที่ 45 ใช้เวลาประมาณ 30 นาที หรือ ทางรถไฟ ลงรถไฟที่สถานีวังโพธิ์ เปิดทุกวันเวลา 09.00-15.30 น. หากมาเป็นหมู่คณะกรุณาติดต่อล่วงหน้า สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3459 1255, 0 3459 1102, 1878 9979 หรือดูเว็บไซต์  www.elephantpark.net

วัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

อยู่ห่างจากตัวเมืองทางไปไทรโยคประมาณ 38 กิโลเมตร แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์เสือในจังหวัดกาญจนบุรี บนพื้นที่ 30 ไร่ มีสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงนานาชนิดอยู่ด้วยกันอย่างอิสระตามธรรมชาติ เช่น เสือโครง เก้ง กวาง หมูป่า ชะนี นกยูง ไก่ป่า ม้า ควาย แพะ นักท่องเที่ยวจะพบเห็นการอยู่ร่วมกันของสัตว์ป่านานาชนิดโดยสันติและเป็นเพื่อนที่ดีต่อพระและผู้คนทั่วไป เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. (ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปชมเสือโคร่ง การอาบน้ำ ให้อาหารเสือ) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน โทร. 0 3453 1557 ดูรายละเอียดและค่าธรรมเนียมเข้าชมได้ที่ เว็บไซต์ www.tigertemple.org

แคมป์ช้างวังโพธิ์
อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟวังโพธิ์ ภายในมีการแสดงช้าง นั่งช้าง และล่องแพ เปิดตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3459 1018 การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลย 323 แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลย 3343 อีก 7 กิโลเมตร (เส้นทางไปสถานีรถไฟวังโพธิ์)

มหัศจรรย์เขาวงกตต้นข้าวโพด
ตั้งอยู่บนพื้นที่ 26 ไร่ ของ กองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ช่องเขาขาด) ภายในได้ออกแบบทางเดินให้เหมือนกับเขาวงกตรายล้อมด้วยต้นข้าวโพดตลอดทั้งสองข้างทาง และยังมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่งปลูกต้นทานตะวันไว้ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงจังหวัดลพบุรี นอกจากนี้ยังมีหอสังเกตุการณ์ความสูง 34 ฟุต ไว้บริการนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบท้าทายความสูง โดยสามารถปีนขึ้นไปชมความสวยงามพร้อมทั้งถ่ายภาพของ “มหัศจรรย์เขาวงกตต้นข้าวโพด” ในมุมมองแบบ Bird eyey view อีกด้วย เปิดตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. อัตราค่าบริการ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็กและนักเรียน 10 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0 3451 1020, 0 3451 3206
การเดินทาง ใช้เส้นทางสายกาญจนบุรี-ทองผาภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 323) ประมาณกิโลเมตรที่ 68 ถึงก่อน “ช่องเขาขาดพิพิธภัณฑสถานแห่งความทรงจำ” ประมาณ 200 เมตร

ขอบคุณที่มาข้อมูล
kanchanaburi.com
puplu.igetweb.com


เกี่ยวกับเมือง กาญจนบุรี

"แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก"

"เมืองกาญจน์" หรือ กาญจนบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยม เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก "เมืองกาญจน์" เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว

แท็ค